Author: Corey Hall

7 ข้อปฏิบัติเพื่อเริ่มต้นสู่การเป็นนักเทนนิสอาชีพในอนาคต

เทนนิสเป็นกีฬาอีกประเภทที่มีคนสนใจยึดเป็นอาชีพ อุตสาหกรรมกีฬาเทนนิสนั้นถือเป็นหนึ่งในกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในระดับต้นๆ และผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จก็สามารถได้รับทั้งเกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทองและโอกาสดีๆ มากมาย

ว่ากันว่าช่วงอายุในการเริ่มต้นเล่นเทนนิสที่ดีที่สุดคือ 8 ถึง 12 ปี เพราะเป็นช่วงอายุที่สามารถหลงใหลไปกับการเล่นกีฬาชนิดนี้ได้แล้ว และสามารถจะอดทนหรือให้ใจกับการฝึกฝนได้เป็นเวลานานๆ ซึ่งหากได้รับการดูแลหรือฝึกสอนโดยโค้ชที่เป็นมืออาชีพ เด็กๆ จะสามารถตั้งต้นการเล่นเทนนิสได้อย่างถูกต้องและพร้อมที่จะก้าวไปสู่การแข่งขันในระดับจูเนียร์ได้

มีข้อแนะนำจำนวน 7 ข้อ สำหรับผู้ปกครองที่ต้องการให้ลูกหลานเล่นเทนนิสเพื่อต่อยอดเป็นอาชีพในอนาคตดังนี้

1. ตั้งใจทำตามบทเรียนที่โค้ชสอน

                ทำให้แน่ใจว่าเด็กๆ ได้รับการสอนโดยสโมสรเทนนิสที่มีประสบการณ์ ไม่จำเป็นต้องแพงแต่ต้องเป็นโรงเรียนที่มีผู้เชี่ยวชาญหรือมีโค้ชมืออาชีพจริงๆ เพราะโค้ชตัวจริงจะสามารถสอนเรื่องพื้นฐานและชี้แนะแนวทางในการพัฒนาได้

2. ดูการแข่งขันของมืออาชีพ

                การติดตามดูมืออาชีพแข่งขันถือเป็นการสั่งสมประสบการณ์ที่ดี เพราะจะช่วยให้มีโอกาสเห็นวิธีการเล่นในเกมระดับแข่งขันจริงๆ

3. เรียนรู้เทคนิคที่ถูกต้อง

                เทคนิคในการเล่นเทนนิสอย่างถูกต้องนั้นช่วยให้สามารถเล่นเทนนิสได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยในเรื่องของการป้องกันปัญหาบาดเจ็บได้ด้วย

4. เล่นฟิตเนสและดูแลสุขภาพ

                การออกกำลังกายหรือเล่นฟิตเนสสำคัญต่อทุกชนิดกีฬา ยิ่งเทนนิสเป็นกีฬาที่ต้องการทั้งความแข็งแรงและความยืดหยุ่น การเข้าฟิตเนสเพื่อคุมระดับความแข็งแรงของร่างกายและการทานอาหารที่ถูกต้องจะช่วยให้มีร่างกายที่พร้อมสำหรับการเล่นหรือการแข่งขัน

5. หาไอดอลไว้เป็นแรงบันดาลใจ

                อันที่จริงทุกคนต่างมีไอดอลทั้งนั้น แต่ไอดอลในการเล่นเทนนิสถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้นักเทนนิสรุ่นเยาว์มีแรงจูงในการพัฒนาฝีมือได้

6. พัฒนาการเล่นอย่างชาญฉลาด

                กีฬาเทนนิสเป็นเกมที่ต้องใช้สมองควบคู่ไปกับความแข็งแรงของร่างกาย การหาแนวทางหรือฝึกฝนวิธีการเล่นให้หลากหลายจนสร้างรูปแบบที่ชัดเจนของตัวเองได้ จะช่วยให้เอาชนะคู่แข่งได้มากขึ้น รวมถึงคาดเดาการเล่นของคู่แข่งได้ดีขึ้น

7. พัฒนาการตี

                นักเทนนิสที่เก่งสามารถที่จะใช้การตีที่แตกต่างกันทั้งเรื่องน้ำหนัก การหมุน ตลอดจนทิศทางเพื่อสร้างความได้เปรียบในระหว่างเล่น ดังนั้นการฝึกตีรูปแบบต่างๆ จนชำนาญจะช่วยให้เล่นงานคู่ต่อสู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

                กีฬาเทนนิสสามารถเป็นอนาคตทั้งเรื่องอาชีพและรายได้ของผู้ที่มีความสามารถและมีความตั้งใจจริงในการเล่นเทนนิสได้ หากได้รับการวางพื้นฐานและดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น อนาคตในการยึดกีฬาเทนนิสเป็นอาชีพก็สามารถเกิดขึ้นจริงได้ไม่ยาก

เทศกาลเคลย์คอร์ท สองเดือนแห่งการชิงจ้าวสนามดิน

สนามเทนนิสถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะส่งผลให้นักเทนนิสสร้างผลงานที่ดีหรือไม่ดีได้ ปัจจุบันการแข่งขันของวงการเทนนิสโลกถือว่าได้จัดวางลำดับการแข่งขันให้สอดคล้องกับรายการใหญ่ของทั้งฝ่ายชายและหญิง

รอบการแข่งขันของ ATP และ WTA ในแต่ละปีจะเริ่มต้นด้วยการไปชิงแชมป์แกรนด์ สแลมแรกที่ออสเตรเลี่ยน โอเพ่นในเดือนมกราคม ก่อนที่จะมีรายการแข่งขันบนฮาร์ดคอร์ทต่อเนื่องมาถึงเดือนมีนาคมและจบลงด้วยรายการระดับรองจากแกรนด์ สแลมคือ ATP Masters และ WTA Premiers ฝ่ายละสองรายการคืออินเดียน เวลล์สและไมอามี่ โอเพ่น ที่ฟลอริด้า

ทันทีที่รายการที่ฟลอริดาจบ การแข่งขันจะเริ่มเข้าสู่เดือนเมษายนกับการต่อสู้บนสนามดินสีแดงซึ่งเรียกว่าเคลย์คอร์ทหรือคอร์ทดินนั่นเอง

แม้จะเรียกว่าคอร์ทดิน แต่ทุกวันนี้พื้นสนามของเคลย์คอร์ทจะเป็นอิฐบดละเอียดหรือหินกรวดบดละเอียด โดยจะต้องมีคุณสมบัติไม่อมน้ำหรือซับน้ำ และเป็นสนามที่มีการกระดอนแตกต่างจากสนามชนิดอื่นมากที่สุดเพราะนอกจากกระดอนช้าแล้วยังกระดอนสูง เมื่อเป็นแบบนี้การแข่งขันรายการใหญ่สุดของคอร์ทดินที่โรล็องต์ การ์รอสหรือศึกเฟร้นช์ โอเพ่นจึงเป็นเวทีที่เหมาะสมในการหาเจ้าแห่งสนามดิน

ก่อนจะไปถึงโรล็องต์ การ์รอสในปลายเดือนพฤษภาคม จะมีรายการแข่งขันบนคอร์ทดินต่อเนื่องไปทุกสัปดาห์จนกว่าจะถึงแกรนด์ สแลม ซึ่งระหว่างทางก็มีรายการเก็บคะแนนสำคัญบนคอร์ทดิน ทั้งที่มาดริดและโรมต่อคิวให้ทุกคนพิสูจน์ตัวเองว่าสามารถแสดงฝีมือได้ดีแค่ไหน เมื่อต้องเล่นบนสนามที่ลูกวิ่งช้า และต้องอาศัยทักษะสไลด์เท้าเพื่อเล่นลูกเพราะไม่สามารถหยุดได้แบบมั่นคงเหมือนสนามหญ้าหรือปูน

ที่ผ่านมาคอร์ทดินถือเป็นของชอบสำหรับนักเทนนิสบางคนและเป็นของสแลงสำหรับคนอื่นๆ ราฟาเอล นาดาลกับชูสติน เอแน็งต์ที่ต่างคว้าแกรนด์ สแลมที่โรล็องต์ การ์รอสมาได้หลายสมัยถูกยกขึ้นมาเป็นแถวหน้าของพวกชอบคอร์ทดิน โดยเฉพาะนาดาลที่เป็นเจ้าของสถิติชนะต่อเนื่องบนคอร์ทดิน 81 เกม และครองแชมป์เฟร้นช์ โอเพ่นไป 11 ครั้ง เขาคือเทพเจ้าแห่งสนามดินโดยแท้

หลายครั้งที่คะแนนสะสมของนักเทนนิสที่ถนัดเคลย์คอร์ทพุ่งพรวดขึ้นมา นั้นเพราะพวกเขาสามารถการันตีแต้มสะสมที่จะได้จากการลงเล่นในสนามที่ตัวเองถนัดเป็นพิเศษ ผิดกับสนามอื่นที่สู้กันค่อนข้างสูสีกว่า และเพื่อลดช่องว่างตรงนั้นนักเทนนิสที่ไม่ถนัดก็ต้องพยายามเล่นบนคอร์ทดินให้ดีขึ้นและแน่นอนขึ้น ที่สำคัญคือเรื่องของจิตใจที่ต้องเล่นเกมยืดเยื้อให้ได้

สองเดือนระหว่างเมษายนไปจนสิ้นพฤษภาคมคือเวลาที่ใช้ค้นหาราชาและราชินีคอร์ทดิน เป็นอีกอารมณ์หนึ่งที่แฟนเทนนิสจะได้สัมผัส และมันคือสีสันการแข่งขันช่วงที่สองของปฏิทินเทนนิสประจำปี ก่อนจะปิดฉากที่โรล็องต์ การ์รอสและเปลี่ยนไปสู่สนามหญ้าที่มีปลายทางเป็นวิมเบิลดันต่อไป

เมื่ออินเดียน เวลล์ 2019 คือเวทีแจ้งเกิดของดาวรุ่งรุ่นต่อไป

รายการแข่งขันเทนนิสมาสเตอร์ที่แคลิฟอร์เนียปีนี้ คือเครื่องพิสูจน์ว่าอะไรก็เป็นไปได้ เพราะสองแชมป์ทั้งชายและหญิงต่างสร้างปรากฏการณ์พลิกล็อคในนัดชิงชนะเลิศด้วยกันทั้งคู่

ศึกอินเดียน เวลล์ส มาสเตอร์ในรายการ BPN Paribas Open กลางเดือนมีนาคมกลายเป็นที่ฮือฮา เมื่อนัดชิงชนะเลิศฝ่ายชายจบลงด้วยการที่เจ้าของแชมป์แกรนด์ สแลม 20 รายการอย่างโรเจอร์ เฟเดอร์เรอร์พ่ายไป 1-2  เซตรวดให้นักเทนนิสออสเตรียวัย 25 โดมินิค เตียม ซึ่งยังไม่เคยชนะรายการมาสเตอร์ 1000 มาก่อนได้นับหนึ่งเป็นครั้งแรก

ก่อนหน้านี้เตียมแทบจะหาฟอร์มการเล่นที่ดีไม่ได้เลยในหลายทัวร์นาเมนต์ การเตรียมตัวและลงเล่นที่แคลิฟอร์เนียตลอด 10 วันจึงเหมือนเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แม้กระทั่งหลังจากได้ชัยชนะเหนือเฟเดอร์เรอร์และคว้าแชมป์ได้ เขาก็ยังคงพูดว่าทั้งหมดนี่เหมือนไม่ใช่เรื่องจริงอยู่ดี

หากการเอาชนะเฟเดอร์เรอร์และคว้าแชมป์มาสเตอร์รายการแรกตั้งแต่เทิร์นโปรสู่มืออาชีพของเตียมดูไม่ใช่เรื่องจริง การคว้าแชมป์ของเบียงก้า อันเดรสคูก็น่าจะเป็นเทพนิยายเรื่องใหม่ของรายการเอทีพีทัวร์

สาวน้อยชาวแคนาดาวัย 18 ปีผ่านเข้ารอบมาในฐานะมือไวลด์การ์ด ต้องลงเล่นตั้งแต่รอบ 128 คนและฝ่าฟันผ่านนักเทนนิสแรงค์กิ้งสูงกว่าคนแล้วคนเล่ามาได้ รวมถึงการพลิกเอาชนะเอลิน่า สวิโตลิน่า มือวางอันดับ 6 โลก 2-1 เซต แต่คู่แข่งที่ยืนรออยู่ในรอบชิงอย่างอันเจลิค แคร์เบอร์ มือวางอันดับ 8 ของโลกก็ทำให้ทุกคนเชื่อว่าเธอคงทำได้ดีสุดแค่เข้าชิงเท่านั้น

ในเกมนัดชิงเบียงก้าสามารถขึ้นนำได้ก่อนอย่างเซอร์ไพรซ์ แต่แคร์เบอร์ก็ตามเอาคืนได้ รวมถึงในเซตสุดท้ายที่เบียงก้ามีอาการบาดเจ็บที่ขา ถึงอย่างนั้นเธอก็กัดฟันสู้กับนักเทนนิสหญิงที่ได้ชื่อว่าฟิตที่สุดคนหนึ่งของวงการปัจจุบันและเอาชนะไปได้อย่างพลิกล็อค เป็นผู้เล่นที่ไม่ได้เป็นมือวางคนที่ 4 ที่คว้าแชมป์รายการนี้ได้ โดยคนล่าสุดที่เพิ่งทำไปในปี 2018 ก็คือนาโอมิ โอซากะ ผู้เล่นที่เดินทางล่วงหน้าไปสู่แชมป์รายการที่ยิ่งใหญ่กว่า ซึ่งแน่นอนว่าเบียงก้าก็หวังจะเขียนเรื่องราวเช่นนั้นบ้าง

เบียงก้า อันเดรสคูได้รับชัยชนะที่เหลือเชื่อ ปีที่แล้วเธอยังลงเล่นรายการเล็กๆ ของ WTA ชิงเงินรางวัลอย่างมาก 25,000 เหรียญพร้อมกับทำอันดับได้แค่ที่ 178 ของโลก แต่ตอนนี้เธอเป็นแชมป์รายการสำคัญ รับเช็คเงิน 1.35 ล้านเหรียญแถมกระโดดขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 30 ของโลก ได้อย่างน่าตื่นตะลึง และหากมองย้อนไปถึงบรรดาดาวรุ่งที่เคยเอาชนะที่นี่ทั้งโมนิก้า เซเลส, มาร์ติน่า ฮินกิ้สและวีนัส วิลเลี่ยมที่ชนะเลิศได้ตอนอายุเท่าๆ เธอ ในเวลาต่อมาทุกคนต่างกลายเป็นยอดนักเทนนิสเบอร์ต้นของโลกทั้งนั้น การคาดหวังถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้

อินเดียน เวลล์สกับผลงานของบรรดาดาวรุ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง อาจจะกลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้เล่นหน้าใหม่ๆ และอายุน้อยๆ ตั้งเป้าประสบความสำเร็จตามอย่างบ้าง ซึ่งมันต้องมีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นในอนาคตอีกแน่ ถึงตอนนั้นก็ต้องมารอดูกันว่าใครจะเป็นดาวดวงใหม่ต่อไป 

ข้อดีของเล่นเทนนิสกับการยืดชีวิตไป 10 ปี

การได้ออกกำลังกายช่วยให้มนุษย์เราร่างกายแข็งแรงขึ้น และนั่นก็ส่งผลโดยตรงต่ออายุของคนเรา หากว่าเราแข็งแรงดี มันก็มีโอกาสที่เราจะมีชีวิตยืนยาวได้ และในบรรดากิจกรรมทั้งหลายที่เป็นการออกกำลังกาย (ไม่ใช่เล่นแบบเล่นกีฬา) เทนนิสคือเบอร์หนึ่งในการยืดอายุให้ยาวนานขึ้นถึง 10 ปี

ทำไมเทนนิสถึงเป็นการออกกำลังกายที่ยืดอายุผู้คนได้มากที่สุด? เรื่องนี้มีการทำวิจัยที่เดนมาร์กโดยปีเตอร์ สนอรห์ และเพื่อนร่วมวิทยาลัย พบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการออกกำลังกายด้วยวิธีการอื่น เทนนิสสามารถยืดอายุผู้เล่นได้มากกว่า

ส่วนที่ถูกเอามาเป็นเกณฑ์ในการวิจัยคือเรื่องการทำงานของหลอดเลือดและหัวใจ โดยศึกษาลงไปที่กลุ่มผู้ร่วมทดสอบซึ่งมีอายุตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไปในการออกกำลังกายด้วยการเล่นเทนนิส ว่ายน้ำ เล่นแบดมินตัน ปั่นจักรยาน วิ่งจ็อกกิ้ง เล่นเพาะกายหรือทำกิจกรรมสุขภาพของคลับพวกแอโรบิกหรือเต้นรำ ผลปรากฏว่าหลังจากเทียบผลจากรายงานของการศึกษาโรคหัวใจของประชากรในโคเปนเฮเก้น เมืองหลวงของเดนมาร์กกว่า 20,000 คน ซึ่งใช้ชีวิตและออกกำลังกายสม่ำเสมอตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ถึงปี 2017 พวกเขามีอายุเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ออกกำลังกายเลย

ในผลการศึกษานั้น เทนนิสเป็นการออกกำลังกายที่ส่งผลต่อค่าเฉลี่ยอายุที่สูงขึ้น 9.7 ปี ตามด้วยแบดมินตัน 6.2 ปี ฟุตบอล 4.7 ปี การวิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำหรือเล่นเพาะกายช่วยยืดออกไปได้ในช่วง 3-4 ปีเท่านั้น

ปีเตอร์ สนอรห์กล่าวว่าเขาค่อนข้างประหลาดใจกับผลที่ออกมา แต่มันก็สอดคล้องกับการศึกษาที่ทำโดยนักวิจัยชาวอังกฤษก่อนหน้านี้ซึ่งผลวิจัยสรุปว่า กลุ่มคนที่ออกกำลังกายด้วยการเล่นอุปกรณ์ที่ใช้ไม้แร็คเก็ตต่างๆ จะได้ประโยชน์ด้านสุขภาพมากกว่า โดยที่ตามมาคือการออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำหรือแอโรบิก

ในการหาคำตอบว่าทำไมการเล่นเทนนิสหรือแบดมินตันจึงช่วยยืดอายุผู้เล่นได้มากกว่า คำตอบดูเหมือนจะเป็นเรื่องของการที่ร่างกายต้องตอบสนองต่อการทำงานสลับระหว่างเร่งอัตราการทำงานของร่างกายแบบปัจจุบันทันด่วนในจังหวะตีหรือออกแรงกับการเคลื่อนไหวอย่างผ่อนคลาย ซึ่งแตกต่างจากการวิ่ง ว่ายน้ำ หรือแอโรบิกที่จะเป็นการเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอในช่วงเวลายาวๆ

“การออกแรงช่วงสั้นๆ ซ้ำๆ ของการออกกำลังกาย หรือใช้พลังงานระดับสูงเป็นช่วงสั้นๆ ดีกว่าการออกแรงปานกลางอย่างต่อเนื่อง หรือกินเวลานานๆ” นักวิจัยได้เขียนไว้แบบนั้นในหนังสือที่ตีพิมพ์ในอังกฤษ

เรื่องอายุยืนจากการออกกำลังกายโดยการเล่นเทนนิสนั้นยังไม่สามารถฟันธงอย่างชัดเจนลงไปได้ แต่เมื่อเปิดสถิติอายุของนักเทนนิสที่อยู่ในสมาคมเทนนิสของสหรัฐอเมริกาออกมาดู พวกเขามีกระทั่งลีกสำหรับนักเทนนิสสูงอายุรุ่น 85 ถึง 90 ปีที่เล่นอย่างแพร่หลายและที่สำคัญ รุ่นที่อายุ 90 ปีขึ้นไปก็มีด้วย

อาจจะกล่าวไม่ได้ว่าเทนนิสช่วยยืดอายุไขผู้ออกกำลังกายให้ยืนยาวขึ้นได้แค่ไหน แต่จากข้อมูลก็น่าจะช่วยให้มั่นใจได้ว่า การออกกำลังกายด้วยการเล่นเทนนิสเป็นประจำจะต้องดีต่อคนเล่นแน่นอน

5 ของกินที่เป็นสัญลักษณ์ของวิมเบิลดัน

เทนนิสวิมเบิลดันถือเป็นรายการเก่าแก่และเต็มไปด้วยธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดต่อกันมานาน ในสายตาแฟนเทนนิสที่มองวิมเบิลดันเป็นหนึ่งความบันเทิงใจ พวกเขาพร้อมที่จะลงตารางเวลาเพื่อไปดื่มด่ำความสุขจากเกมการแข่งขันแต่ละปีอย่างไม่เสียดาย

การเข้าชมเทนนิสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดรายการหนึ่งของโลก นอกจากความบันเทิงจากการแข่งขัน เรื่องของกินก็ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งสิ่งที่แฟนเทนนิสไม่ควรพลาด และนี่คือ 5 ของกินที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของเทนนิสวิมเบิลดันโดยแท้

1. สตรอเบอร์รี่และครีม

นี่คือเมนูคลาสสิคและเบสิคที่สุดที่จะต้องหาทานให้ได้เมื่อมาร่วมชมศึกเทนนิสวิมเบิลดัน ด้วยสตรอเบอร์รี่สดๆ ลูกโตๆ ที่เสิร์ฟพร้อมกับครีมสดเต็มถ้วย มันคือของกินง่ายๆ แต่อร่อยมากสำหรับช่วงเวลาที่วิมเบิลดัน

2. พิ้มม์คัพ (Pimm’s Cup)

ถ้าจะมองหาเครื่องดื่มที่เป็นของคู่การแข่งขันล่ะก็ต้องยกให้เจ้านี่ ด้วยความที่เป็นเครื่องดื่มที่ถูกยกเป็นอันดับหนึ่งของช่วงซัมเมอร์ที่เกาะอังกฤษ มันจึงกลายเป็นเครื่องดื่มหลักอย่างไม่เป็นทางการของวิมเบิลดันไปเลย ส่วนผสมก็มาจากเหล้าที่ชื่อพิ้มพ์ผสมน้ำมะนาวหรือน้ำมะนาวโซดา แล้วเครื่องแต่งรสชาติที่มีใบมิ้นต์, สตรอเบอร์รี่สดฝาน, แตงกวาสไลด์และส้มสดสไลด์ มันถูกขายมากกว่า 80,000 แก้วทุกปีระหว่างช่วงแข่งขัน

3. แชมเปญ

เป็นเครื่องดื่มที่ถูกสั่งมากที่สุดอีกหนึ่งอย่างในช่วงเวลาของวิมเบิลดัน โดยแต่ละปีมีการจำหน่ายไปมากกว่า 25,000 ขวด ซึ่งสำหรับชาวต่างชาติแล้ว การดื่มแชมเปญก็เพื่อความผ่อนคลายไม่ใช่เพื่อความเมามาย

4. ชายามบ่ายและแซนด์วิช

การดื่มชายามบ่ายซึ่งเป็นช่วงเบรกของการแข่งขัน มันคือธรรมเนียมปฏิบัติของชาวอังกฤษมาแต่ไหนแต่ไร ซึ่งเมื่อวิมเบิลดันคือการแข่งขันสำคัญในเกาะอังกฤษ การดื่มชายามบ่ายก็กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของแฟนเทนนิสไปด้วย พวกเขาจะสั่งชาร้อนเสิร์ฟพร้อมแซนด์วิชหรือขนมปัง คุกกี้ครีมสด หรืออาจจะมีแชมเปญประกอบมาในเซตด้วยก็ได้

5. ฟิชแอนด์ชิพ

ปลาชุบแป้งทอดและมันฝรั่งทอดคือเมนูที่ถูกยกเป็นอาหารสามัญของชาวอังกฤษ ด้วยความที่มันทำง่ายและเหมาะที่จะทานร้อนๆ ท่ามกลางเวลาที่ค่อนข่างเร่งด่วนระหว่างรอชมเกมการแข่งขัน เมื่อถึงเทศกาลวิมเบิลดัน ฟิชแอนด์ชิพก็คืออาหารจากหลักเบอร์หนึ่งที่ทุกคนไม่พลาด

และทั้งหมดนี้คือเมนูเด็ดที่เป็นสัญลักษณ์ของการแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดัน หากมีโอกาสได้เข้าชมการแข่งขันถึงออล อิงแลนด์ แฟนเทนนิสต้องไม่พลาดที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ของกินประจำวิมเบิลดันถึงจะรู้สึกว่าได้เข้าถึงรายการนี้จริงๆ

หลี่ นา ก้าวแรกของชาวเอเชียในบันทึกของฮอล ออฟ เฟรม

การได้รับบรรจุชื่อเข้าไปอยู่ในฮอล ออฟ เฟรมหรือหอเกียรติยศ ถือเป็นเกียรติประวัติสูงสุดของนักเทนนิสทั่วโลก ซึ่งมีเฉพาะผู้ที่สร้างผลงานอันยอดเยี่ยมในระหว่างการเล่นเทนนิสไว้เท่านั้นที่สามารถได้รับโอกาสนี้ และที่ผ่านมาไม่เคยมีนักเทนนิสเอเชียคนไหนเคยได้รับเกียรติยศนี้มาก่อน

แต่วันที่ 20 กรกฎาคมนี้จะมีนักเทนนิสเอเชียคนแรกที่ได้รับเกียรติบรรจุชื่อไว้ในหอเกียรติยศ เธอคือหลี่ นา

เจ้าของแชมป์แกรนด์ สแลมสองรายการคือเฟร้นช์ โอเพ่น ปี 2011 กับ ออสเตรเลี่ยน โอเพ่น ปี 2014 เปรียบเสมือนผู้ปักธงเกมเทนนิสลงบนแผ่นดินประเทศจีน และเป็นนักเทนนิสหญิงชาวเอเชียที่ได้พิสูจน์ให้เห็นความเป็นนักสู้ทั้งร่างกายและจิตใจอย่างหนักหน่วงในช่วงหลายปีที่เธอเข้าทำการแข่งขัน นักเทนนิสหญิงที่เคยก้าวขึ้นถึงมืออันดับ 2 ของโลกทั้งที่เผชิญปัญหาบาดเจ็บหลังและหัวเข่าอย่างรุนแรงตลอด

ในฐานะนักเทนนิสหญิงชาวเอเชีย หลี่ นาคือความภาคภูมิใจของทุกคน แต่ช่วงเวลาที่เธอต้องขัดแย้งกับทางการจีนก็เป็นเหมือนรอยด่างในชีวิตที่กว่าจะเอาชนะได้ ปัจจุบันหลี่คือต้นแบบที่นักเทนนิสหญิงรุ่นใหม่ของจีนถือเป็นตัวอย่าง และเป็นเป้าหมายในการประสบความสำเร็จตาม

“มันเป็นเกียรติที่น่าเหลือเชื่อมาก” หลี่ นาให้สัมภาษณ์ความรู้สึกครั้งแรกเมื่อได้รับข่าวว่าเธอได้รับการเสนอชื่อเข้าหอเกียรติยศ ซึ่งจะมีพิธีฉลองให้ในช่วงเริ่มแข่งขันออสเตรเลี่ยนโอเพ่น 2019 กลางเดือนกรกฎาคม โดยมีอีกสองยอดนักเทนนิสที่ได้รับเกียรตินี้พร้อมกันคือแมรี่ เพียชและเยฟกินี่ คาเฟลนิคอฟ การได้รับรางวัลนี้ทำให้ทั้งสามคนจะได้มีชื่อรวมในกลุ่มนักเทนนิส 250 คนจาก 23 ชาติที่ได้รับมันไปก่อนหน้านี้ แต่หลี่ นาถือเป็นข่าวใหญ่และเป็นไฮไลท์ของงานอย่างช่วยไม่ได้ เพราะเธอจะเป็นคนจีนและคนเอเชียคนแรกที่มีชื่อบรรจุอยู่ในนี้

“ฉันต้องการแค่เห็นการเติบโตของวงการเทนนิสในจีน แต่ก็ภูมิใจกับรางวัลที่ได้มากเช่นกัน” หลี่ นาซึ่งเอาชนะการแข่งขันนัดชิงที่โรล็องต์ การ์รอส วันนั้นหลี่ทำให้แฟนกีฬาชาวจีนถึง 100 ล้านคนได้จดจ่ออยู่หน้าจอทีวี และส่งผลให้มีนักเทนนิสจีนเพิ่มขึ้นมากมายจนมีถึง 15 ล้านคนจากที่สมาคมเทนนิสจีนเผยตัวเลขเมื่อไม่นานมานี้  รวมไปถึงผู้เล่นหญิงชาวจีนที่ติดท็อป 65 คนแรกถึง 4 ราย และเด็กชายหญิงชาวจีนสามารถชนะรายการระดับจูเนียร์ที่อเมริกาในปี 2017 และ 2018 ที่ผ่านมาด้วย

จากความสำเร็จในสนามของหลี่ นา ได้ส่งต่อความหวังและแรงผลักดันไปยังนักเทนนิสชาวจีนและชาวเอเชีย ในการที่จะออกไปต่อสู้กับโลกมากขึ้น ความสำเร็จที่เกิดจากความพยายามของเธอจึงเป็นเหมือนก้าวย่างของนักบุกเบิกที่ทำทางไว้ให้รุ่นหลังเดินตาม

โคโค่ กับปรากฏการณ์รายได้ของเด็กสาวอายุ 15 ในวงการเทนนิส

สำหรับนักเทนนิสระดับเยาวชนแล้ว ทุกคนต่างพยายามก้าวขึ้นมาเป็นนักเทนนิสอาชีพเพื่อสร้างรายได้จากเงินรางวัลและการเซ็นสัญญากับสปอนเซอร์ก้อนโต แต่สำหรับนักเทนนิสสาวอายุแค่ 15 ปีอย่างโคริ โกฟฟ์ รายได้ของเธออาจจะเป็นบรรทัดฐานใหม่ของนักเทนนิสรุ่นเยาว์

โคริ โกฟฟ์หรือ โคโค่ นักเทนนิสดาวรุ่งของสหรัฐเกิดที่เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจียในปี 2004 เริ่มจับแร็กเก็ตตอนอายุ 7 ขวบและเลือกย้ายจากแอตแลนตามาเข้าฝึกฝนในอะคาเดมี่ชั้นนำด้านเทนนิสที่ฟลอริดา และเริ่มลงแข่งขันในรายการระดับจูเนียร์ตอนอายุ 8 ขวบ

จังหวะก้าวบนเวทีเทนนิสระดับจูเนียร์ของโคโค่เร็วเหมือนติดจรวด ในตอนที่อายุ 12 ปี โคริ โกฟฟ์คว้าแชมป์จูเนียร์ ออเร้นจ์ โบลว์ครั้งแรกได้ด้วยชัยชนะเจ็ดรอบรวดแบบไม่เสียเซต หากมองย้อนกลับไป รายการนี้ถือเป็นรายการแจ้งเกิดของเหล่านักเทนนิสหญิงคนดัง อาทิ สเตฟี่ กราฟ(1981) โมนิก้า เซเลส(1985) และเจนนิเฟอร์ คาปริอาตี้(1986) ที่ต่างได้แชมป์ที่นี่ตอนอายุ 12 ปีทั้งนั้น ซึ่งต่อมาทั้งหมดคว้าแชมป์แกรนด์ สแลมรวมกันถึง 34 รายการ

โคริ โกฟฟ์สร้างชื่อบนถนนสายเทนนิสระดับเยาวชน ด้วยการเป็นผู้เล่นชาวอเมริกันที่อายุน้อยที่สุดที่ได้เข้าชิงรายการจูเนียร์ ยูเอสโอเพ่น 2017 ด้วยวัยเพียง 13 ปี แม้จะพลาดแชมป์แต่นั่นก็ทำให้เธอถูกกล่าวขานถึงอย่างมาก ก่อนที่จะก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์ในรายการจูเนียร์ เฟร้นช์ โอเพ่น 2018 ที่ฝรั่งเศสด้วยวัยเพียง 14 ปี พร้อมขยับขึ้นเป็นมือหนึ่งในรุ่นเยาวชนหลังการแข่งขันวิมเบิลดันจบลง

ชื่อเสียงและความสามารถที่ถูกมองว่าจะพาเธอขึ้นไปเป็นหนึ่งในสุดยอดของนักเทนนิสหญิงโลก นำพาบรรดาสปอนเซอร์ให้เดินเข้ามาเจรจาด้วย ซึ่งของขวัญในวัยเพียง 15 ปีของโคริ โกฟฟ์คือสัญญาจากนิวบาลานซ์ที่กล้าทุ่มสู้กับไนกี้เพื่อแลกลายเซ็นของโคริและการเปลี่ยนมาใช้แบรนด์นิวบาลานซ์หลังจากนี้

การแข่งขันรายการไมอามี่ โอเพ่น ในเดือนมีนาคม 2019 โคริได้รับไวลด์การ์ดให้เข้าร่วมแข่งขันระดับอาชีพ และเป็นรายการแรกที่มาพร้อมสปอนเซอร์เต็มรูปแบบของเธอ บาริลล่า กรุ๊ป บริษัทอิตาเลี่ยนพาสต้ายักษ์ใหญ่จากอิตาลีที่คว้าพื้นที่บนเสื้อ ผลิตภัณฑ์รองเท้าและแร็คเก็ตจากนิวบาลานซ์ รวมมูลค่าสปอนเซอร์ที่เด็กสาวได้มาอย่างน้อย 1 ล้านเหรียญ ยึดอันดับ 10 ของนักเทนนิสหญิงทั่วโลกที่ได้รับค่าเซ็นสัญญาจากผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยต้องไม่ลืมว่าเธอยังไม่เคยชนะรายการ WTA Tour ระดับอาชีพแม้แต่ครั้งเดียว

ด้วยเงื่อนไขเรื่องอายุที่ยังไม่ถึง 18 ปี ทำให้โกฟฟ์จะยังไม่สามารถลงเล่นเต็มเวลาในระดับอาชีพได้ แต่ Team8 ผู้ดูแลด้านภาพลักษณ์และการตลาดของโกฟฟ์เชื่อมั่นว่าพวกเขาจะเดินหน้าตามแผนการที่ทำให้นักเทนนิสสาวแห่งอนาคตรายนี้ก้าวขึ้นไปมีรายได้อย่างงดงามไม่แพ้เซเรน่า วิลเลี่ยม นักเทนนิสวัย 35 ปีที่เป็นไอดอลของโคโค่ ซึ่งมีรายได้ปีล่าสุด 18 ล้านเหรียญจากสัญญาของบรรดาสปอนเซอร์ได้แน่นอน

เมื่อเด็กสาวที่ถูกคาดหวังว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นอนาคตใหม่ของวงการเทนนิสโลกได้รับการสนับสนุนและทุ่มเงินคว้าตัวเป็นพรีเซ็นเตอร์ด้วยเม็ดเงินก้อนโตได้ตั้งแต่อายุแค่ 15 ปี มันก็ต้องไม่ใช่คนแรกและคนเดียวที่จะทำเช่นนี้ และเมื่อมีคนที่สองตามมา บรรทัดฐานเรื่องค่าเซ็นสัญญาของโกฟฟ์ก็น่าจะทำให้รายได้ของนักเทนนิสเยาวชนเปลี่ยนไป

3 น้ำตาลูกผู้ชายในสนามเทนนิสที่โลกจดจำ

การร้องไห้ถือเป็นการแสดงออกทางอารมณ์ในระดับสูงสุดของมนุษย์เพศชาย นักกีฬาชายซึ่งมีความเข้มแข็งทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจสูงมักไม่เสียน้ำตาง่ายๆ และเมื่อใดก็ตามที่พวกเขามีน้ำตา แสดงว่าสิ่งนั้นมีความหมายมากเพียงใด

อันดับ 3 ต่อมน้ำตาแตกของแอนดี้ เมอร์เร่ย์

เป็นที่รู้กันดีว่าเมอร์เร่ย์นั้นเป็นคนอารมณ์อ่อนไหว ยิ่งหากเข้าใจถึงสิ่งที่อยู่ในใจของเมอร์เร่ย์ในเกมนัดชิงชนะเลิศวิมเบิลดัน 2012

หลังจากพ่ายนัดชิงแกรนด์ สแลม 4 รายการรวด แอนดี้ เมอร์เร่ย์ไม่สามารถสะกดอารมณ์ตัวเองไว้ได้ เขาร้องไห้ออกมาและกล่าวว่า “ผมเองก็ร้องไห้ได้เหมือนโรเจอร์ ผมหวังว่าผมจะเล่นได้เหมือนเขา”

อันดับ 2 การถูกฆ่าซ้ำๆ ของเฟเดอเรอร์โดยนาดาล

หลังจากสูญเสียมงกุฎแชมป์และมืออันดับหนึ่งในปี 2008 ให้ราฟาเอล นาดาล นักเทนนิสชาวสวิสซ์ต้องพบกับฝันร้ายในการเผชิญหน้ากับคู่แข่งชาวสเปนอย่างต่อเนื่อง เกมออสเตรเลี่ยน โอเพ่น แกรนด์ สแลมแรกของปี 2009 โรเจอร์ เฟเดอเรอร์เข้าไปรอชิงชนะเลิศโดยชนะแบบไม่เสียเซตมาตลอดเส้นทาง ขณะที่นาดาลต้องดวลเกมยาวถึง 5 ชั่วโมงในชัยชนะ 3-2 เหนือแฟร์นานโด เวอร์ดาสโก้ในรอบเดียวกัน ทว่าในการเล่นนัดชิงชนะเลิศกลับเป็นการแข่งขันที่ผลัดกันชนะคนละเกม ก่อนที่นาดาลจะเก็บเซตตัดสินไปได้ ช่วงรับรางวัลโรเจอร์ เฟเดอเรอร์ถึงกับระงับอารมณ์ไม่อยู่ เขาร้องไห้ออกมาและพูดเพียงแค่ว่า “พระเจ้า นี่มันกำลังฆ่าผมให้ตาย”

ฝ่ายผู้ชนะอย่างนาดาลได้แค่ปลอบใจว่า “เสียใจสำหรับวันนี้ด้วยนะโรเจอร์”

อันดับ 1 น้ำตาของมนุษย์น้ำแข็ง พีท แซมพราส

ในปี 1995 ระหว่างลงทำศึกออสเตรเลี่ยน โอเพ่นรอบก่อนรองชนะเลิศ พีท แซมพราสต้องดวลแร็คเก็ตกับจิม คูเรียร์ด้วยอารมณ์อันสับสนวุ่นวาย

ก่อนหน้าการแข่งขันรายการนี้ พีทซึ่งเป็นคนที่มักไม่แสดงสีหน้าต้องเผชิญข่าวเกี่ยวกับอาการป่วยของทิม คูลลิกสัน โค้ชและเพื่อนสนิทที่ตรวจพบมะเร็งในสมอง เขาลงเล่นโดยเก็บงำความรู้สึกไว้แต่มันก็มีผลกระทบต่อเกม คูเรียร์ออกนำไปสบายๆ 2-0 แต่พีทซึ่งเป็นแชมป์เก่าและเป็นมือหนึ่งสามารถไล่ตามกลับมาตีเสมอ 2-2 หลังจากขึ้นนำได้เป็นครั้งแรกในเกมสุดท้าย พีท แซมพราสนั่งลงแล้วร้องไห้เมื่อเขาเริ่มนึกภาพโรงพยาบาลและทิมที่กำลังป่วย

“นายโอเคมั้ยพีท? ถ้านายต้องการ เราค่อยกับมาเล่นกันต่อพรุ่งนี้ก็ได้” คูเรียร์บอกด้วยความเห็นออกเห็นใจ แต่พีทพร้อมสู้ต่อ และเอาชนะได้ในเกมสุดท้าย ก่อนจะทะลุถึงนัดชิงชนะเลิศที่แพ้ให้กับอังเดร อากัสซี่ในที่สุด

ยังมีการแข่งขันนัดสำคัญอีกหลายเกมที่นักเทนนิสชื่อดังต้องปล่อยให้น้ำตาของพวกเขาไหลออกมาอย่างสุดกลั้น มันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นความเป็นมนุษย์เหมือนคนธรรมดาทั่วไป แม้จะแข็งแกร่งในการเล่นแค่ไหน แต่ลึกๆ พวกเขาก็สู้กับสิ่งที่อยู่ในใจไม่ต่างจากพวกเราเช่นกัน

เมื่อไหร่นิชิโคริจะคว้าแชมป์เมเจอร์?

นักเทนนิสชายชาวเอเชียแท้ๆ น้อยคนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นมือท็อปของโลก แต่มันยิ่งน้อยลงไปอีกเมื่อจะหาคนที่สามารถคว้าแชมป์ระดับเมเจอร์หรือแกรนด์ สแลมมาเป็นที่เชิดหน้าชูตาชาวเอเชีย ซึ่งเคย์อิ นิชิโคริ ยอดนักเทนนิสชาวญี่ปุ่นคือคนที่เข้าใกล้จุดนั้นมากที่สุดในตอนนี้ แต่เขาก็ยังทำไม่สำเร็จ

ในช่วงที่เริ่มต้นอาชีพใหม่ๆ นิชิโคริถูกทำนายไว้ล่วงหน้าว่าเขาจะต้องคว้าแชมป์แกรนด์ สแลมใดแกรนด์ สแลมหนึ่งได้ในอนาคตแน่นอน แต่ตอนนี้นิชิโคริที่กำลังจะเข้าใกล้ 30 เข้าไปทุกทีเริ่มตระหนักได้ว่าเวลาที่ผ่านมาของเขามันสูญเปล่า

นับตั้งแต่ไมเคิ่ล ชางชนะเฟร้น โอเพ่นในวัย 17 ปี ก็ไม่มีนักเทนนิส เอเชียคนไหนคว้าตำแหน่งแชมป์เมเจอร์หลักอีกเลย นิชิโคริเองก็ทำได้แค่เกือบ เมื่อเขาปราบโรเจอร์ เฟเดอเรอร์ได้ที่ไมอามี่ และเกือบปราบราฟาเอล นาดาลได้ด้วยถ้าไม่บาดเจ็บจนต้องยอมแพ้เสียก่อนในศึกมาดริด มาสเตอร์

ในปี 2014 โอกาสที่ใกล้เคียงอีกครั้งในยูเอส โอเพ่นนัดชิงชนะเลิศ​ หลังจากที่เอาชนะโนวัค โยโควิชมาได้ในรอบรองชนะเลิศ​ คู่แข่งอย่างมาริน เซลิคเบียดคว้าแชมป์แกรนด์ สแลมแรกในชีวิตไปจากนิชิโคริอย่างง่ายดาย 3-0 เกม นิชิโคริขยับอันดับมาถึงมืออันดับ 4 ของโลก แต่แชมป์รายการสำคัญยังเป็นแค่ความหวัง

อาการบาดเจ็บเดินหน้าเข้าหาเคย์อิ นิชิโคริในสองสามปีต่อจากนั้น ทั้งนี้ผู้วิเคราะห์มองว่ามันเกิดจากการเล่นของนิชิโคริที่พยายามฝืนเล่นในทุกลูกจนเกินขีดจำกัดของร่างกาย ซึ่งไม่ต่างไปจากแอนดี้ เมอร์เร่ย์หรือโนวัค โยโควิชได้เจอ เขาไม่ชนะรายการเก็บคะแนนอย่างต่อเนื่องและต้องเผชิญความจริงว่าข้อศอกของเขาต้องได้รับการผ่าตัดในช่วงท้ายของปี 2017

นิชิโคริต้องร้างราจากคอร์ทเทนนิสเพื่อรับการผ่าตัดและรักษาตัว เขากลับมาในปี 2018 พร้อมวิธีการเล่นที่แตกต่างไป แต่มันดีต่อสภาพร่างกาย และสามารถกลับขึ้นสู่มือท็อปเท็นได้ในช่วงปลายปี และผ่านคัดเลือกเข้าแข่งออสเตรเลี่ยน โอเพ่น 2019

คำถามที่ถูกถามย้อนกลับมาอีกครั้ง เมื่อไหร่กันที่นิชิโคริจะคว้าแชมป์เมเจอร์หรือมาสเตอร์ให้ตัวเองได้?

ศึกออสเตรเลี่ยน โอเพ่นจบลงโดยการที่เคย์อิ นิชิโคริเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศได้ด้วยการเล่นที่น่าประทับใจ ผู้สันทัดกรณีบอกว่าการที่เขาจะคว้าแชมป์รายการนี้ยังถือว่าเร็วไป เพราะฟอร์มที่ดีที่สุดของนักเทนนิสญี่ปุ่นยังไม่กลับมา แต่ก็มีแนวโน้มที่ดี

ในปีนี้จะเหลืออีกสามแกรนด์ สแลมสำหรับนิชิโคริ โอกาสของเขาบนเคลย์คอร์ทใช่ว่าจะไม่มี แต่ที่สำคัญคืออย่าไปเจอราฟาเอล นาดาลบนเส้นทางสู่นัดชิงชนะเลิศก็พอ ในรายการวิมเบิลดันซึ่งไม่ใช่ของถนัด นิชิโคริอาจจะต้องมองข้ามไปก่อน ทำให้เป้าหมายสำคัญสุดของเขาควรเป็นฮาร์ดคอร์ทที่ยูเอส โอเพ่น รายการที่แชมป์ไม่เคยถูกการันตีไว้ล่วงหน้า ถ้าร่างกายและจิตใจของนิชิโคริอยู่ในสภาพดีที่สุดตรงช่วงเวลานั้น บางทีเขาก็คงเป็นแชมป์ได้สักที

นักเทนนิสชายฝีมือดีชาวเอเชียกับการเป็นแชมป์แกรนด์ สแลมเหมือนจะเป็นเรื่องยาก การที่เคย์อิ นิชิโคริได้ก้าวขึ้นมาท้าทายโอกาสนี้จึงเป็นเหมือนตัวแทนชนชาติเอเชียทั้งมวล มันคือภาระยิ่งใหญ่ที่นักเทนนิสชาวญี่ปุ่นคนนี้แบกไว้และมันคงปลดลงได้เมื่อเขาทำสำเร็จ

การพัฒนาจากยูธต้นกล้า สู่ผู้เล่นระดับยอดไม้สูง

นักเทนนิสรุ่นเยาว์พรสวรรค์สูงมากมายในทุกวันนี้ บางคนอาจจะก้าวขึ้นไปจนถึงจุดสุดยอดในอนาคต แต่เส้นทางนั้นไม่ง่าย และมีองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับการก้าวขึ้นมาอย่างโดดเด่นและมั่นคง

ร็อบ เฮมิ่งเวย์ โค้ชระดับเยาวชนใช้เวลาเรียนรู้เรื่องนี้อยู่หลายปี โดยเฉพาะการเรียนรู้ว่านักเทนนิสรายหนึ่งๆ จะก้าวขึ้นมาเป็นระดับท็อปได้นั้นมีสิ่งใดเป็นเรื่องจำเป็นบ้าง และมันก็มี 3 สิ่งแวดล้อมด้วยกันคือ อะคาเดมี่สำหรับการสร้างพื้นฐาน, โครงการสนับสนุนของประเทศตัวเองและโค้ชส่วนตัว

ในทุกวันนี้ผู้เล่นเก่งๆ ต่างมาจากอะคาเดมี่ที่โดดเด่น อย่างน้อยหนึ่งปีขึ้นไปสำหรับการได้รับการปรับจูนพื้นฐานและการโค้ชโดยผู้ฝึกสอนมีชื่อเสียง นักเทนนิสระดับท็อปเท็นซึ่งเป็นเบอร์หนึ่งของโลกในปัจจุบันอย่างโนวัค โยโควิชเองก็ทิ้งบ้านเกิดมาเรียนช่วงต้นที่ปิลิช อะคาเดมี่ในมิวนิค ประเทศเยอรมัน หรืออย่างมาริน ซิลิคก็เลือกบ็อบ แบร็ต สคูลในซาน รีโม่เป็นที่ตั้งไข่

การเรียนในอะคาเดมี่ดังนั้นต้องแลกมาด้วยค่าเรียนไม่ใช่น้อย หนึ่งปีในการเรียนรู้เทนนิส เรียนหนังสือและที่พักอาจจะกินเงินถึง 40,000 ยูโรหรือมากกว่า 1.42 ล้านบาท อย่างราฟาเอล นาดาลที่เข้าเรียนในมัวราโตกลู เทนนิส อะคาเดมี่ชื่อดังของฝรั่งเศสนั้นต้องจ่ายสูงถึง 65,000 ยูโรมาแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าอะคาเดมี่มีทุกอย่างที่ว่าที่นักเทนนิสระดับท็อปในอนาคตต้องการ ผู้ฝึกสอนระดับมืออาชีพ สโมสรเทนนิส วิธีการสอนเพื่อกลายเป็นนักเทนนิสที่เก่งฉกาจ

หลังจากเข้าเรียนในอะคาเดมี่จนได้ทักษะการเล่นที่ดีแล้ว การจะวัดว่านักเทนนิสเยาวชนรายนั้นพัฒนาไปได้มากแค่ไหนก็หนีไม่พ้นการลงแข่งขัน เหล่าชาติชั้นนำของโลกมีโครงการสนับสนุนและส่งเสริมศักยภาพของนักกีฬา โดยเฉพาะการซัพพอร์ตเรื่องการแข่งขันและปัจจัยจำเป็น การออกไปเผชิญสนามแข่งขันที่ไกลออกไปจากประเทศตัวเองคือหนทางสู่ความก้าวหน้า

ผู้เล่นอย่างไคล์ เอ็ดมุนด์ มือระดับท็อปของอังกฤษได้รับการสนับสนุนจากสมาคมลอนเทนนิสของอังกฤษตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ค่าใช้จ่ายของครอบครัวในการแข่งขันและพัฒนาฝีมือถูกกว่าที่ควรจะเป็นเพราะได้รับการเอาใจใส่ในเรื่องนี้ ตรงกันข้ามกับซิโมน่า ฮาเล็บ แชมป์เฟร้น โอเพ่นหญิงชาวโรมาเนียที่แทบจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมเทนนิสบ้านเกิดเลย อย่างดีที่สุดเธอได้เพียงแรงสนับสนุนจากนักธุรกิจท้องถิ่นที่เป็นเทนนิส อะคาเดมี่ในบ้านเกิดของเธอเท่านั้น

อันดับสุดท้ายของการส่งนักเทนนิสเยาวชนให้กลายเป็นดาวเด่นในอนาคตคือโค้ชในบ้านหรือโค้ชส่วนตัว ราฟาเอล นาดาลเป็นคนที่น่าอิจฉามากในเรื่องนี้ เพราะตั้งแต่บ้านเกิดในมายอร์ก้า นาดาลได้รับการฟูมฟักหลายปีแรกจากลุงโทนี่จนถึงคาลอส โมย่า

สมาคมเทนนิสสเปนมองเห็นพรสวรรค์ของนาดาลและอยากให้เขาเข้าศูนย์ฝึกที่บาร์เซโลน่า แต่คนในบ้านเชื่อว่าตอนนี้นาดาลเองก็อยู่ในบ้านอันเหมาะสมแล้ว และทุกคนที่มายอร์ก้าก็ดีพอที่จะผลักดันเขาเป็นแชมป์ในรุ่นอายุตัวเองได้ แม้จะไม่ได้เข้าสถาบันอันดับหนึ่งของประเทศก็ตาม ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

ตามความเห็นของร็อบ เฮมิ่งเวย์ เป็นเครื่องชี้ทางเบื้องต้นเท่านั้น แต่มันก็มีความเป็นไปได้สูง เพราะผู้เล่นเยาวชนในปัจจุบันอย่างชุน เซ็ง, เคย์อิ นิชิโคริหรือนาโอมิ โอซากะ ต่างก็ใช้เส้นทางและสิ่งแวดล้อมเดียวกันนี้ในการส่งตัวเองขึ้นมาเป็นนักเทนนิสชั้นยอดได้

Navigation