Category: สาระน่ารู้

เพื่อนมีปีก สมาชิกบินได้ของครอบครัววิมเบิลดัน

สนามแข่งขันของแกรนด์ สแลมอย่างวิมเบิลดันเป็นสถานที่ซึ่งมีคนมากมายมารวมกัน ตั้งแต่เริ่มต้นใช้งานเกมวิมเบิลดันในปี 1877 ก็มีจำนวนผู้คนเดินทางมายังสถานที่จัดการแข่งขันนี้จำนวนมาก แต่บางอย่างก็เพิ่มขึ้น มันคือนกพิราบที่มาอาศัยทำรังตามซอกมุมของอาคารทั่วพื้นที่เนื่องจากทุกวิมเบิลดันมีผู้คนมากขึ้น และอาหารเหลือจากเศษที่คนทิ้งไว้ก็มากตามด้วย

สมาคมออล อิงแลนด์ ลอน เทนนิสและโครเก้ต์ คลับเลือกที่จะหาวิธีไล่นกพิราบไปไกล ๆ จากพื้นที่แข่งขันด้วยวิธีการธรรมชาติ และวิธีการที่พวกเขานึกออกคือใช้เหยี่ยวมาทำให้พวกนกพิราบกลัวและหนีไป

รูฟัส เป็นเหยี่ยวสายพันธุ์จากแทบอเมริกากลางที่เรียกว่า Harris Hawk ถูกนำเข้ามายังเกาะอังกฤษในปี 2002 และมันได้ทำหน้าที่เคลียร์ท้องฟ้าเหนือเซ็นเตอร์ คอร์ทและพื้นที่ 49 เอเคอร์ของวิมเบิลดันให้ปราศจากนกพิราบรบกวนมาตั้งแต่ปี 2007 โดยตอนที่มันเข้ามารับงานเจ้าฮามิช เหยี่ยวอีกตัวกำลังจะปลดระวาง

เกียรติประวัติของรูฟัสในการทำหน้าที่ของมันคือการคุมพื้นที่ท้องฟ้าวิมเบิลดันทุกปี รวมไปถึงการแข่งขันเทนนิสในกีฬาโอลิมปิกที่ลอนดอนเป็นเจ้าภาพด้วย ซึ่งด้วยหน้าที่นี้ทำให้มันกลายเป็นนกดังที่มีคนให้ความสนใจเยอะมาก และกลายเป็นเหตุให้มันโดนลักพาตัวในเดือนมิถุนายน 2102 ซึ่งปกติอิโมเจน เดวิส ผู้ดูแลของมันจะพามันกลับบ้านที่คอร์บี้ในนอร์ธแฮมเชียร์หลังหมดงาน แต่ช่วงดังกล่าวมันต้องประจำการที่ลอนดอน ทำให้สบโอกาสที่คนร้ายจะลักพาตัว ซึ่งกลายเป็นข่าวดังไปทั่วอังกฤษในฐานะนกที่คุณก็รู้ว่าใคร สามวันให้หลังมันถูกพบที่สวนเปิดที่เป็นเขตอนุรักษ์นกในวิมเบิลดันแบบมีอาการเจ็บขาเล็กน้อย

ความฮิตและฮอตของรูฟัส ทำให้มันกลายเป็นเหยี่ยวที่มีทวิตเตอร์ส่วนตัวแถมมีคนติดตามมากถึง 5,000 คน และมันยังเป็นส่วนหนึ่งของงานเขียนระดับติดตลาดของเฮเลน แม็คโดนัลด์ ในชื่อหนังสือ “H is for Hawk” ที่นักเขียนหญิงบอกว่าระหว่างการเขียนเกี่ยวกับการฝึกเหยี่ยว มันช่วยให้เธอผ่านช่วงที่สูญเสียบิดาได้

เข้าสู่ปี 2018 เทนนิสวิมเบิลดันก็ยังคงจัดการแข่งขันตามปกติ แต่การก่อสร้างอาคารครอบเซ็นเตอร์ คอร์ทให้ใหญ่ขึ้นและทำหลังคาเปิดปิดได้ ทำให้มีซอกมุมบนหลังคาเพิ่มจำนวนมาก และพวกนกพิราบก็พร้อมใจกันมาอาศัยทำรังและออกไข่ แพร่ลูกแพร่หลานในช่วงเวลาดังกล่าว งานของรูฟัสเพิ่มขึ้นหลายเท่าจนมีการนำเสนอข่าวเรื่องจำนวนงานที่เกินกำลังของมัน แต่ครอบครัวเดวิสซึ่งทำธุรกิจเรื่องฝึกนกวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว พวกเขาพา Pollux เด็กฝึกหัดไล่นกพิราบซึ่งเป็นลูกของรูฟัสมาลองเริ่มงานด้วย

วิมเบิลดันในปีนี้ร้อนมากกว่าปกติ อิโมเจนเลยต้องเพิ่มการดูแลและจัดตารางเวลาของรูฟัสใหม่ โดยทุกช่วงกลางวันมันจะได้อาบน้ำหลังบินตรวจการตั้งแต่ตีห้าถึงเก้าโมงเช้าเรียบร้อย จากนั้นก็จบงานเมื่อประตูของวิมเบิลดันเปิดให้แฟนเทนนิสเข้าชม

รูฟัสคือมาตรการรักษาความเรียบร้อยที่เกิดจากไอเดียชั้นดี มันแก้ปัญหาได้ตรงจุด แถมยังกลายที่เรื่องราวที่น่าสนใจของศึกเทนนิสวิมเบิลดันไปอีกเรื่องหนึ่งด้วย และเพราะการมีมันอยู่ทำให้ศึกเทนนิสออล อิงแลนด์อย่างวิมเบิลดัน 2018 ผ่านไปด้วยความเรียบร้อยอีกปี

 

สถาบันเทนนิสที่เจ๋งที่สุดในโลก

การจะกลายเป็นนักเทนนิสที่เก่งและประสบความสำเร็จในวงการปัจจุบัน เหล่านักเทนนิสทั้งหลายที่โด่งดังในตอนนี้ส่วนใหญ่ถูกปูพิ้นฐานจากการเข้าคอร์สเรียนในอะคาเดมี่เทนนิสที่ใดที่หนึ่งบนโลก สถาบันเทนนิสเหล่านี้เองที่ได้สร้างนักกีฬาชั้นนำออกมาแข่งขันกัน พร้อมกันนั้นในทุกครั้งที่อดีตนักเรียนของพวกเขากลายเป็นนักเทนนิสมีชื่อ สถาบันก็ถูกยกย่องตามไปด้วย

ในบรรดาสถาบันหรืออะคาเดมี่เทนนิสทั้งหลายบนโลก IMG Bollettieri Tennis Academy น่าจะเป็นเบอร์ท็อปที่สุด เพราะมันเป็นแหล่งสร้างนักกีฬาชั้นนำรวมไปถึงมืออันดับท็อปของโลกมากมาย

นิค บอลเลตเตียรี่ โค้ชเทนนิสได้สานฝันของเขาด้วยการเปิดโรงเรียนสอนเทนนิสในปี 1978 ที่ฟลอริด้า หลังจากคิดค้นจนได้สิ่งที่เรียกว่าบอลเลตเตียรี่โปรแกรมซึ่งรวมทั้งเรื่องของเทคนิคสร้างนักกีฬาและการเรียนที่เข้มข้นเข้าด้วยกัน มันกลายเป็นแนวทางในการผลิตนักกีฬาเทนนิสที่มีบุคลิกยิ่งใหญ่หลาย ๆ คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือชายชื่อ อังเดร อากัสซี่ นิคก่อตั้งโรงเรียนในชื่อ Nick Bollettieri Tennis Academy ในเบื้องต้นก่อนที่ IMG จะเข้ามาขอร่วมลงทุนและพัฒนาเป็นอะคาเดมี่ที่หลากหลายขึ้นใน 10 ปีให้หลัง โดยในปีที่ IMG เข้ามาร่วมมือด้วยนั้น มีนักเรียนหรือไม่ก็นักกีฬาที่ผ่านจากการสอนของนิคเข้ารอบวิมเบิลดันได้ถึง 32 คนในคราวเดียวกัน

แนวคิดของบอลเลตเตียรี่ดูไกลห่างจากการเป็นนักธุรกิจมากนัก เมื่อเคยเผยใจว่าเจตจำนงค์ของเขานั้นเดิมทีมีเพียงการปั้นนักกีฬาให้ประสบความสำเร็จหรือเป็นแชมป์มากกว่าที่จะเป็นเรื่องเงินทอง บรรดารายชื่อผู้เล่นเบอร์ต้นของโลกที่ผ่านการเรียนรู้จากที่นี่ นอกจากอังเดร อากัสซี่ก็มีบอริส เบ็คเกอร์, โมนิก้า เซเลส, จิม คูเรียร์, ทอมมี่ ฮาสส์, มาเรีย ซาราโปว่าและสองพี่น้องเซเรน่ากับวีนัส วิลเลี่ยม นอกจากนี้ยังมีอีกจำนวนมากที่ติดอันดับ 50 คนแรกของโลก

อย่างสามนักเทนนิสหญิง มาเรีย ซาราโปว่ากับสองพี่น้องวิลเลี่ยม เซเรน่ากับวีนัสนั้น บอลเลตเตียรี่แทบจะเริ่มต้นจากขั้นตอนหัดจับไม้แร็กเก็ตด้วยซ้ำไป ซาราโปว่าอยู่กับนิคถึง 9 ปี เช่นเดียวกับสองพี่น้องที่มาตอน 9 กับ 10 ขวบก่อนจะเติบโตไปเป็นนักเล่นอาชีพ เขาอยู่และเห็นการเติบโตของเด็ก ๆ ทั้งสามรวมไปถึงเรื่องราวการฝึกฝนด้วย ทุกวันนี้ความสัมพันธ์ของพี่น้องวิลเลี่ยมกับนิคยังสวยงาม เมื่อทั้งคู่จะไปเก็บตัวที่อะคาเดมี่เก่าเสมอก่อนเข้าร่วมรายการแกรนด์ สแลม

ปัจจุบันอะคาเดมี่ของนิคในความร่วมมือกับ IMG นั้นกลายเป็นโรงเรียนสร้างนักกีฬา รวมไปถึงเป็นโรงเรียนปูพื้นฐานก่อนเข้าต่อมหาวิทยาลัยทั่วอเมริกาในหลายชนิดกีฬา แต่เขายังคงดูแลในส่วนของการสร้างนักเทนนิสอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่มันขนาดไปมากจนปัจจุบันมีฮาร์ด คอร์ท กลางแจ้ง 35 คอร์ท ในร่ม 5 คอร์ท แล้วก็มีคอร์ทหญ้ากับคอร์ทดินอีก 16 คอร์ท นับเป็นอะคาเดมี่ด้านเทนนิสที่ใหญ่อันดับแรก ๆ ของโลกแล้ว

นิคถูกจับเอาเรื่องราวของเขามาทำเป็นหนังสารคดีชื่อ Love Means Zero และมีตำราเกี่ยวกับการฝึกฝนเทนนิสที่รวบรวมทุกอย่าง ซึ่งภายหลังถูกเอามาทำเป็นดีวีดีจำหน่ายได้อย่างมากมาย เพราะผลงานของลูกศิษย์ที่การันตีการสอนของเขาด้วยตำแหน่งแชมป์รายการต่าง ๆ เพิ่มขึ้นในแต่ละปี

จากความตั้งใจเพียงแค่อย่างจะสร้างนักเทนนิสที่ก้าวไปถึงระดับบนสุด อะคาเดมี่ของนิค บอลเลตเตียรี่เป็นเหมือนผู้นำของโลกเทนนิส ผู้นำในการสร้างและวางสะพานเชื่อมวันนี้สู่ความสำเร็จที่อยู่ปลายทางของเหล่านักเทนนิสรุ่นเยาว์ ซึ่งตอนนี้บางคนอาจจะกำลังเรียนรู้วิธีการเล่นเทนนิสเบื้องต้นอยู่ก็เป็นได้

 

ตำนานลูกเทนนิส จากงานทำมือวันวานสู่ปีละ 325 ล้านลูก

ลูกเทนนิสถูกผลิตขึ้นครั้งแรก ๆ ตั้งแต่ช่วง 1870s เพื่อใช้เป็นเกมเล่นในวังของพวกผู้ดีและชาวสังคมชั้นสูง ซึ่งตั้งแต่เดิมการเล่นเทนนิสก็ไม่แตกต่างจากปัจจุบันที่มีเล่นทั้ง 2 คนและ 4 คน แต่สิ่งที่เป็นเรียล เทนนิส บอลคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุดในบรรดาองค์ประกอบของเทนนิสทั้งหมด

ในช่วงทศวรรษ 1850s ชาร์ลส์ กู๊ดเยียร์ นักประดิษฐ์ชาวเยอรมันได้ค้นพบกระบวนการหลอมเหลวน้ำยางจากอินเดียเป็นรูปกลมและอัดอากาศไว้ภายใน ตอนนั้นคงไม่มีใครคิดว่ามันจะกลายมาเป็นลูกเทนนิสเพราะมันเป็นเพียงลูกบอลยางกลมโล้น ๆ น้ำหนักเบาสีเทาหรือแดง ซึ่งต่อมาในปี 1870s วอลเตอร์ คล็อปตั้น วิงก์ฟิลด์กับเฮนรี่ เจมส์เป็นคนเอาเทคโนโลยีนี้เข้ามาอังกฤษ พวกเขาตั้งใจจะเอามาใช้สำหรับเล่นโครเก้ต์เท่านั้นเอง แต่มันก็ถูกเอามาตีเล่นสำหรับเทนนิสด้วย

ในเวลาต่อมาก็ได้จอห์น เมเยอร์ ฮีทโค้ตที่แนะนำว่าน่าจะหาอะไรห่อมันซักหน่อย อาจจะผ้าแฟลนเนล ซึ่งวิงก์ฟิลด์ก็รับเอาแนวคิดนี้และทำมันออกมาเป็นผลสำเร็จในปี 1882 โดยมันถูกผลิตขึ้นที่ Melton Mowbray

หลังผ่านการคิดค้นหาสารพัดของที่จะเอามาหุ้มยางที่เป็นแกนข้างในซึ่งบรรจุก๊าซเอาไว้ ในที่สุดรูปทรงพื้นฐานของลูกเทนนิสก็ถูกดีไซน์ออกมาในฟอร์มของใบโครฟเวอร์ 3 กลีบ จากนั้นใช้เครื่องมือประกอบมันขึ้นเป็นรูปทรงกลม ประสานรอยต่อด้วยน้ำยาเคมีและความร้อนกลายเป็นตะเข็บยาง พร้อมทั้งอัดอากาศไว้ข้างใน  และมันมีสีขาวทั้งลูก ทว่ามันจะเสียคุณสมบัติในการกระเด้งกระดอนทันทีที่มันมีรอยเปิดฉีก

ลูกเทนนิสมีการพัฒนามาเรื่อย ๆ มันถูกทำให้เริ่มมีสีสันด้วยการใช้ผ้าสีแดงและเหลืองในการห่อหุ้ม พร้อมกำหนดมาตรฐานสำหรับการเล่นโดยยึดเรื่องของความเร็วเป็นหลัก

หลังผ่านมาเกือบ 100 ปี สมาพันธ์เทนนิสโลกหรือ ITF ได้กำหนดสีและขนาดของลูกเทนนิสขึ้นมาในปี 1972 โดยระบุว่ามันจะต้องมีสีเหลืองสะท้อนแสงและเส้นรอยต่อยางสีขาว โดยเกิดจากการทำวิจัยว่ามันมองเห็นได้ชัดเวลาถ่ายทอดทางทีวี

ช่วงแห่งการพัฒนาของลูกเทนนิสได้ทำให้มันมีความหลากหลายขึ้น โดยแยกย่อยเป็น 2 ชนิดคือกลุ่มบอลไร้แรงดันซึ่งทนทานกว่ากับกลุ่มที่อัดอากาศไว้ซึ่งจะเล่นอีกไม่ได้ถ้ามีรอยฉีกหรือเปิดของลูกบอล พร้อมกันนี้ก็แยกไปตามชนิดสนามที่ใช้แข่งแยกเป็นสนามดิน หญ้าและคอนกรีตซึ่งทำให้พวกมันมีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งต่างกันไป

ว่ากันว่าหลังจากปี 2000 เป็นต้นมา ลูกเทนนิสจากกว่า 200 ยี่ห้อถูกผลิตออกมามากกว่าปีละ 325 ล้านลูก มีเศษน้ำยางมากกว่า 20,000 ตันถูกทิ้งในแต่ละปี ซึ่งมีการพิจารณาถึงเรื่องขยะเหลือทิ้งนี้อยู่บ้างแต่ก็ไม่สามารถหาทางออกได้ จนกระทั่งในปี 2015 มีบริษัท 3 แห่งได้ร่วมกันค้นหาวิธีรีไซเคิลเศษยางจากลูกเทนนิส โดยสามารถเอามันไปผสมเป็นเนื้อของการสร้างยางสังเคราะห์สำหรับทำพื้นผิวสนามแข่งขันเทนนิส

นับจากครั้งแรกที่เกมกีฬาเทนนิสถูกคิดค้นขึ้น ลูกเทนนิสก็พัฒนาตามมาเป็นลำดับ จากวัตถุทำจากยางหุ้มด้วยวัสดุอื่น ทำขึ้นด้วยมือคน มันกลายเป็นกระบวนการทางอุตสาหกรรมที่ผลิตโดยเครื่องจักรกล สร้างลูกบอลที่มีมาตรฐานปีละหลายร้อยล้านลูกเพื่อรองรับความต้องการในการแข่งขันซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงในทุกปี

 

นักเทนนิสหญิงคนดัง ใครยิ่งใหญ่กว่ากัน

วงการเทนนิส WTA มีนักกีฬาเทนนิสหญิงระดับสุดยอดหลายคน แต่ถ้าจะถูกยกมาเทียบกันมากที่สุดจะมีสามรายชื่อนี้เสมอ สเตฟี่ กราฟ, มาร์ติน่า นาฟราติโลว่าและเซเรน่า วิลเลี่ยม แต่ใครคือเบอร์ 1 ที่แท้จริง

เป็นข้อถกเถียงเสมอทุกครั้งที่มีการจัดอันดับว่าใครควรเป็นผู้หญิงที่เก่งที่สุดในวงการเทนนิสโลก แทบทุกครั้งที่มีการจัดอันดับไม่ว่าจะ 100 นักเทนนิสหญิงที่เก่งที่สุดหรือจะ 10 นักเทนนิสหญิงที่เก่งที่สุด มันจะตามมาด้วยข้อโต้แย้งและถกเถียงถึงหลักการในการเลือกเสมอไป

ล่าสุดสื่ออย่าง MSN ยกเซเรน่า วิลเลี่ยมขึ้นที่ 1 ตามด้วยสเตฟี่ กราฟและนาฟราติโลว่า ขณะที่เว็บรับผลโหวตเบอร์ต้นอย่าง Ranking.com ผู้คนต่างโหวตให้สเตฟี่ กราฟเหนือกว่าเซเรน่า โดยมีนาฟราติโลว่าตามมาในอันดับ 3

ผลงานการคว้าแชมป์ของทั้งหมดมักถูกเทียบด้วยการคว้าแชมป์แกรนด์ สแลม หากดูตามสถิติ สเตฟี่ กราฟได้แชมป์ที่ออสเตรเลีย 4 ครั้งจากการเข้าชิง 5 ครั้ง ที่เฟร้นช์ โอเฟ่นได้แชมป์ 6 ครั้งจากการชิง 9 ครั้ง เกมที่วิมเบิลดันคว้าแชมป์ 7 ครั้งจากการชิง 9 ครั้ง และยูเอส โอเพ่นที่เป็นแชมป์ 5 ครั้งจากการชิง 8 ครั้ง ที่สำคัญเธอใช้เวลาแค่ 2 ปีเท่านั้นคือในฤดูกาล 1987 กับ 1988 เพื่อเก็บแกรนด์ สแลมครบทั้งสี่แชมป์

เซเรน่า วิลเลี่ยม คว้าแชมป์ออสเตเลี่ยน โอเพ่น 7 จาก 8 ครั้งที่เข้าชิง ได้แชมป์เฟร้นช์ โอเพ่น 3 จาก 4 ครั้ง ชนะเลิศวิมเบิลดัน 7 ครั้งจาก 9 ครั้งที่ชิง ส่วนยูเอส โอเพ่นได้แชมป์ 6 ครั้งจาก 9 ครั้ง ใช้เวลา 5 ปีในการเก็บครบทั้ง 4 แกรนด์ สแลม แต่เป็นคนเดียวที่คว้าแชมป์ทุกรายการจากการเข้าชิงหนแรก

มาร์ติน่า นาฟราติโลว่า คว้าแชมป์แกรนด์ สแลมได้ก่อนใครตามยุคสมัยที่ลงเล่น เธอชนะที่วิมเบิลดันครั้งแรกในปี 1978 จากนั้นก็ได้มาอีก 8 ครั้ง รวมแล้วชนะวิมเบิลดันถึง 9 ครั้งจากการเข้าชิง 12 ครั้ง ที่ออสเตรเลียก็ชนะ 3 ครั้งจาก 6 ครั้ง แกรนด์ สแลมที่ฝรั่งเศสชนะเลิศ 2 ครั้งจาก 6 ครั้ง ส่วนที่ยูเอส โอเพ่นชนะ 4 ครั้งจาก 8 ครั้ง ใช้เวลารวมครบทั้ง 4 แกรนด์ สแลม 5 ปีเท่ากับเซเรน่า

สเตฟี่ กราฟคว้าแชมป์ 22 ครั้งจากการเข้าชิง 31 หน เซเรน่า วิลเลี่ยมชนะ 23 ครั้งจากการชิง 30 หน และนาฟราติโลว่าชนะ 18 ครั้งจากการเข้าชิง 32 ครั้ง

ถึงตรงนี้ก็ยังพูดยากว่าใครคือผู้เล่นที่สุดยอดที่สุดของฝ่ายหญิง นักข่าวกีฬาอย่างจอห์น เวิร์ธเธี่ยมแห่งสปอร์ อิลลัสเทรตยกเซเรน่าเป็นผู้เล่นอันดับหนึ่งหากจับมาเทียบกันตัวต่อตัวไว้ตั้งแต่ปี 2010 ด้วยเหตุผลว่าเซเรน่า วิลเลี่ยมยังอยู่ในการแข่งขันขณะที่อีกสองคนกลายเป็นตำนานแล้ว แม้ตอนนั้นเซเรน่าจะไม่ได้แชมป์มากเท่าสเตฟี่ กราฟหรือนาฟราติโลว่าก็ตาม เพราะช่วงนั้นเซเรน่าเพิ่งได้แชมป์รวมแค่ 11 รายการ เมื่อมาคิดว่าเธอเก็บมาอีก 12 รายการในช่วง 8 ปีหลังก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง

บรรดานักเทนนิสหญิงใน WTA รุ่นใหม่อาจจะก้าวเข้ามาเป็นระลอก แต่ความยิ่งใหญ่ที่ทั้งสามคนสร้างไว้อย่างไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากแต่ต้องมีสักคนที่ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของยุคสมัยได้ในสักวัน

 

การเดินทางข้ามโลกของกีฬาเทนนิสสู่ดินแดนขวานทองประเทศไทย

การเดินทางเปรียบเสมือนกับการท่องเที่ยว ที่มาพร้อมกับการผจญภัยและความสนุกสานที่ยากจะหยั่งถึง ซึ่งในความยากจะหยั่งถึงนั้นยังคงมีประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำที่งอกเงยระหว่างทาง และได้ผลิดอกออกผลมาจนถึงปัจจุบัน แม้จะผ่านเส้นทางเหล่านั้นมานานแสนนาน ดังเช่นกับกีฬาเทนนิสที่เติบโตขึ้นในดินแดนอันไกลโพ้นและได้ข้ามน้ำข้ามทะเลและท้องฟ้ามางอกเงยเติบโตอย่างสวยงามที่ดินแดนขวานทองประเทศไทย จนกลายเป็นกีฬาที่งดงามและนิยมอย่างมากในปัจจุบัน

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีชาวต่างชาติเข้ามาทำการค้าและธุรกิจเป็นอย่างมากในประเทศไทย ซึ่งได้มีทั้งประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาร่วมทำการค้าภายในประเทศไทยในช่วงเวลานั้นด้วย พร้อมทั้งได้นำการเล่นกีฬาเทนนิสเข้ามาเล่นกันภายในประเทศไทย โดยในตอนแรกนั้นมีเพียงแค่ชาวต่างชาติเล่นเท่านั้นก่อนที่จะเริ่มได้รับความสนใจจากคนไทยชั้นสูงพร้อมกับข้าราชการชั้นสูงจนได้เริ่มมาฝึกเล่นด้วยกันกับชาวต่างชาติและเรียกการเล่นกีฬานี้ว่าลอนเทนนิส

การเล่นกีฬาเทนนิสในสมัยนั้นต้องนุ่งกางเกงขายาวสีขาว ตามแบบฉบับบของรายการวิมเบิลดัน ถือเป็นการให้เกียรติและเคารพตามหลักกติกาสากล หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2469 กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ได้ทรงจัดตั้งสมาคมลอนเทนนิสแห่งประเทศไทยขึ้นมา เพราะเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่ประชาชนทั่วไปจนได้มีการจัดการแข่งขันลอนเทนนิสแห่งประเทศไทยขึ้นเป็นครั้งแรกที่สโมสรสีลมในปี พ.ศ. 2470 ในอีก 1 ปีต่อมา จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 7 พระองค์ทรงรับเอาสมาคมลอนเทนนิสแห่งประเทศไทยเข้ามาไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ เนื่องจากพระองค์ทรงโปรดกีฬาเทนนิสเป็นอย่างมากและทรงเทนนิสที่วังสุโขทัยอยู่เสมอ หลังจากนั้นได้มีการจัดการแข่งขันขึ้นมามากมายในหลายระดับชั้นอายุทั่วประเทศเพื่อคัดความเป็นที่หนึ่งในด้านกีฬาเทนนิสของประเทศไทย ซึ่งในเวลาต่อมากีฬาเทนนิสยังได้ถูกบรรจุลงในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 5 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในปี 2509 เป็นครั้งแรกอีกด้วย

และชัยชนะในระดับนานาชาติของประเทศไทยเกิดขึ้นครั้งแรกในการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 8 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2521 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพอีกครั้ง โดยนักเทนนิสประเภทคู่ผสมของไทย คือ จารึก เฮงรัศมี นักเทนนิสชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ และสุทธาสินี ศิริกายะ ได้คว้าแชมป์เป็นเกียรติประวัติครั้งแรกให้กับประเทศไทย ซึ่งในเวลาต่อมาการเล่นกีฬาเทนนิสของประชาชนชาวไทยได้พัฒนาขึ้นไปอย่างคาดไม่ถึง โดยในระดับโลกนั้นนักเทนนิสชาวไทย ภราดร ศรีชาพันธ์ได้นำสุดยอดความสามารถไปสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการกีฬาเทนนิสไทยด้วยการก้าวขึ้นไปเป็นมือวางอันดับ 9 ของโลก หลังจากที่คว่ำ อังเดร อากัสซี่  ในศึกวิมเบิลดันไปได้อย่างพลิกความคาดหมายอันเป็นเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยที่ได้ฝึกฝนพัฒนากันมาอย่างช้านาน

 

ภาพยนตร์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากกีฬาเทนนิส ที่ควรค่าแก่การรับชม

ความน่าหลงใหลของกีฬาเทนนิสมีด้วยกันหลากหลายมิติมาอย่างช้านาน จึงทำให้ระดับกีฬาเทนนิสมีความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งยังรักษาความยาวนานอันเก่าแก่มาได้จวบจนปัจจุบัน อีกทั้งยังได้สร้างแรงบันดาลใจและความฝันให้เด็กรุ่นใหม่ทั่วโลก ได้มีหนทางและบันไดที่จะก้าวขึ้นไปเป็นนักกีฬาอาชีพ ที่จะสานต่อกีฬานี้ให้พัฒนามากขึ้นไปในอนาคต ซึ่งกีฬาเทนนิสนอกจากจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับความใฝ่ฝันของเด็กรุ่นใหม่ในอนาคตแล้ว ยังได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับแวดวงภาพยนต์อีกด้วย

ภาพยนตร์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากกีฬาเทนนิสที่ได้สร้างและออกฉายสู่สายตาทั่วโลกแล้ว มีด้วยกันทั้งหมด 2 เรื่องคือ แมทช์พอยท์ และ วิมเบิลดัน โดยทั้งสองเรื่องมีการนำเสนอเกี่ยวกับกีฬาเทนนิสออกมาในคนละแนวทาง ซึ่งเรื่องของแมทช์พอยท์นั้นเป็นภาพยนต์ที่นำเสนอเกี่ยวกับการเปรียบเทียบการเล่นเทนนิส กับเรื่องราวของชีวิตที่ต้องตัดสินใจลงไปให้ดีที่สุด ราวกับการตัดสินใจหวดลูกเพื่อชัยชนะในครั้งสุดท้าย ส่วนในภาพยนตร์เรื่องวิมเบิลดันนั้น เป็นการนำเสนอเรื่องราวของนักกีฬาเทนนิสในระหว่างการแข่งขัน เพื่อไปให้ถึงจุดสุดท้ายของสุดยอดแกรนด์แสลมที่เรียกว่าวิมเบิลดัน

ทั้งสองเรื่องราวภาพยนตร์มีการดำเนินเรื่องที่แตกต่างกัน แต่ในทั้งสองเรื่องนั้นก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกีฬาเทนนิสด้วยกันทั้งสองเรื่อง โดยภาพยนตร์เรื่องแมทช์พอยท์ ที่กำกับจากฝีมือของวู๊ดดี้ อัลเลน ยอดผู้กำกับชื่อดังของอุตสาหกรรมภาพยนต์ ได้นำสิ่งที่ได้สัมผัสจากการแข่งขันกีฬาเทนนิสมาถ่ายทอดเรื่องราวให้ผนวกกับการใช้ชีวิตได้อย่างเข้มข้นและละเอียดอ่อน ส่วนในภาพยนตร์เรื่อ วิมเบิลดันนั้น เป็นภาพยนตร์ที่กำกับโดย ริชาร์ด ลอนเครน ผู้กำกับรางวัลเอ็มมี อวอร์ดส ผู้ซึ่งได้ใช้กลิ่นอายของการแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดันมาละลายแรงบันดาลใจผ่านทางแผ่นฟิล์มให้หัวใจของผู้รับชมตื่นเต้นไปกับเรื่องราวส่วนลึกของนักเทนนิส ที่ต้องลงแข่งขันในรายการนี้ ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้ทั้งคนที่ชื่นชอบเทนนิสและไม่ได้ชื่นชอบในกีฬาเทนนิส ได้ให้มาสนใจการแข่งขันกีฬาชนิดนี้มากขึ้น

กีฬาที่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจในการสรรสร้างในทิศทางที่แตกต่างออกไป มักเป็นกีฬาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความสวยงาม ซึ่งกีฬาเทนนิสเป็นอีกชนิดกีฬาที่เพียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติเหล่านั้น จึงทำให้กีฬาเทนนิสกลายเป็นสัญลักษณ์ของแรงบันดาลใจอีกหนึ่งกีฬา ที่อยู่ในความฝันของคนทั่วโลกที่ฝันอยากจะเป็น และในปีนี้ยังมีภาพยนต์เกี่ยวกับเทนนิสอีกหนึ่งเรื่องที่กำลังจะฉายในเดือนพฤศจิกายน 2018 โดยมีชื่อเรื่องว่า Borg vs McEnroe เป็นเรื่องที่สามที่ใช้กีฬาเทนนิสในการถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับกีฬาเทนนิส ในศึกวิมเบิลดัลปี 1980 อันเป็นศึกที่ถูกยกย่องให้เป็นเกมส์การแข่งขันรอบสุดท้ายที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์วิมเบิลดัน ที่ไม่อาจจจะพลาดรับชมได้ด้วยประการทั้งปวง

 

Navigation