Tag: นักเทนนิสเอเชีย

หลี่ นา ก้าวแรกของชาวเอเชียในบันทึกของฮอล ออฟ เฟรม

การได้รับบรรจุชื่อเข้าไปอยู่ในฮอล ออฟ เฟรมหรือหอเกียรติยศ ถือเป็นเกียรติประวัติสูงสุดของนักเทนนิสทั่วโลก ซึ่งมีเฉพาะผู้ที่สร้างผลงานอันยอดเยี่ยมในระหว่างการเล่นเทนนิสไว้เท่านั้นที่สามารถได้รับโอกาสนี้ และที่ผ่านมาไม่เคยมีนักเทนนิสเอเชียคนไหนเคยได้รับเกียรติยศนี้มาก่อน

แต่วันที่ 20 กรกฎาคมนี้จะมีนักเทนนิสเอเชียคนแรกที่ได้รับเกียรติบรรจุชื่อไว้ในหอเกียรติยศ เธอคือหลี่ นา

เจ้าของแชมป์แกรนด์ สแลมสองรายการคือเฟร้นช์ โอเพ่น ปี 2011 กับ ออสเตรเลี่ยน โอเพ่น ปี 2014 เปรียบเสมือนผู้ปักธงเกมเทนนิสลงบนแผ่นดินประเทศจีน และเป็นนักเทนนิสหญิงชาวเอเชียที่ได้พิสูจน์ให้เห็นความเป็นนักสู้ทั้งร่างกายและจิตใจอย่างหนักหน่วงในช่วงหลายปีที่เธอเข้าทำการแข่งขัน นักเทนนิสหญิงที่เคยก้าวขึ้นถึงมืออันดับ 2 ของโลกทั้งที่เผชิญปัญหาบาดเจ็บหลังและหัวเข่าอย่างรุนแรงตลอด

ในฐานะนักเทนนิสหญิงชาวเอเชีย หลี่ นาคือความภาคภูมิใจของทุกคน แต่ช่วงเวลาที่เธอต้องขัดแย้งกับทางการจีนก็เป็นเหมือนรอยด่างในชีวิตที่กว่าจะเอาชนะได้ ปัจจุบันหลี่คือต้นแบบที่นักเทนนิสหญิงรุ่นใหม่ของจีนถือเป็นตัวอย่าง และเป็นเป้าหมายในการประสบความสำเร็จตาม

“มันเป็นเกียรติที่น่าเหลือเชื่อมาก” หลี่ นาให้สัมภาษณ์ความรู้สึกครั้งแรกเมื่อได้รับข่าวว่าเธอได้รับการเสนอชื่อเข้าหอเกียรติยศ ซึ่งจะมีพิธีฉลองให้ในช่วงเริ่มแข่งขันออสเตรเลี่ยนโอเพ่น 2019 กลางเดือนกรกฎาคม โดยมีอีกสองยอดนักเทนนิสที่ได้รับเกียรตินี้พร้อมกันคือแมรี่ เพียชและเยฟกินี่ คาเฟลนิคอฟ การได้รับรางวัลนี้ทำให้ทั้งสามคนจะได้มีชื่อรวมในกลุ่มนักเทนนิส 250 คนจาก 23 ชาติที่ได้รับมันไปก่อนหน้านี้ แต่หลี่ นาถือเป็นข่าวใหญ่และเป็นไฮไลท์ของงานอย่างช่วยไม่ได้ เพราะเธอจะเป็นคนจีนและคนเอเชียคนแรกที่มีชื่อบรรจุอยู่ในนี้

“ฉันต้องการแค่เห็นการเติบโตของวงการเทนนิสในจีน แต่ก็ภูมิใจกับรางวัลที่ได้มากเช่นกัน” หลี่ นาซึ่งเอาชนะการแข่งขันนัดชิงที่โรล็องต์ การ์รอส วันนั้นหลี่ทำให้แฟนกีฬาชาวจีนถึง 100 ล้านคนได้จดจ่ออยู่หน้าจอทีวี และส่งผลให้มีนักเทนนิสจีนเพิ่มขึ้นมากมายจนมีถึง 15 ล้านคนจากที่สมาคมเทนนิสจีนเผยตัวเลขเมื่อไม่นานมานี้  รวมไปถึงผู้เล่นหญิงชาวจีนที่ติดท็อป 65 คนแรกถึง 4 ราย และเด็กชายหญิงชาวจีนสามารถชนะรายการระดับจูเนียร์ที่อเมริกาในปี 2017 และ 2018 ที่ผ่านมาด้วย

จากความสำเร็จในสนามของหลี่ นา ได้ส่งต่อความหวังและแรงผลักดันไปยังนักเทนนิสชาวจีนและชาวเอเชีย ในการที่จะออกไปต่อสู้กับโลกมากขึ้น ความสำเร็จที่เกิดจากความพยายามของเธอจึงเป็นเหมือนก้าวย่างของนักบุกเบิกที่ทำทางไว้ให้รุ่นหลังเดินตาม

เมื่อไหร่นิชิโคริจะคว้าแชมป์เมเจอร์?

นักเทนนิสชายชาวเอเชียแท้ๆ น้อยคนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นมือท็อปของโลก แต่มันยิ่งน้อยลงไปอีกเมื่อจะหาคนที่สามารถคว้าแชมป์ระดับเมเจอร์หรือแกรนด์ สแลมมาเป็นที่เชิดหน้าชูตาชาวเอเชีย ซึ่งเคย์อิ นิชิโคริ ยอดนักเทนนิสชาวญี่ปุ่นคือคนที่เข้าใกล้จุดนั้นมากที่สุดในตอนนี้ แต่เขาก็ยังทำไม่สำเร็จ

ในช่วงที่เริ่มต้นอาชีพใหม่ๆ นิชิโคริถูกทำนายไว้ล่วงหน้าว่าเขาจะต้องคว้าแชมป์แกรนด์ สแลมใดแกรนด์ สแลมหนึ่งได้ในอนาคตแน่นอน แต่ตอนนี้นิชิโคริที่กำลังจะเข้าใกล้ 30 เข้าไปทุกทีเริ่มตระหนักได้ว่าเวลาที่ผ่านมาของเขามันสูญเปล่า

นับตั้งแต่ไมเคิ่ล ชางชนะเฟร้น โอเพ่นในวัย 17 ปี ก็ไม่มีนักเทนนิส เอเชียคนไหนคว้าตำแหน่งแชมป์เมเจอร์หลักอีกเลย นิชิโคริเองก็ทำได้แค่เกือบ เมื่อเขาปราบโรเจอร์ เฟเดอเรอร์ได้ที่ไมอามี่ และเกือบปราบราฟาเอล นาดาลได้ด้วยถ้าไม่บาดเจ็บจนต้องยอมแพ้เสียก่อนในศึกมาดริด มาสเตอร์

ในปี 2014 โอกาสที่ใกล้เคียงอีกครั้งในยูเอส โอเพ่นนัดชิงชนะเลิศ​ หลังจากที่เอาชนะโนวัค โยโควิชมาได้ในรอบรองชนะเลิศ​ คู่แข่งอย่างมาริน เซลิคเบียดคว้าแชมป์แกรนด์ สแลมแรกในชีวิตไปจากนิชิโคริอย่างง่ายดาย 3-0 เกม นิชิโคริขยับอันดับมาถึงมืออันดับ 4 ของโลก แต่แชมป์รายการสำคัญยังเป็นแค่ความหวัง

อาการบาดเจ็บเดินหน้าเข้าหาเคย์อิ นิชิโคริในสองสามปีต่อจากนั้น ทั้งนี้ผู้วิเคราะห์มองว่ามันเกิดจากการเล่นของนิชิโคริที่พยายามฝืนเล่นในทุกลูกจนเกินขีดจำกัดของร่างกาย ซึ่งไม่ต่างไปจากแอนดี้ เมอร์เร่ย์หรือโนวัค โยโควิชได้เจอ เขาไม่ชนะรายการเก็บคะแนนอย่างต่อเนื่องและต้องเผชิญความจริงว่าข้อศอกของเขาต้องได้รับการผ่าตัดในช่วงท้ายของปี 2017

นิชิโคริต้องร้างราจากคอร์ทเทนนิสเพื่อรับการผ่าตัดและรักษาตัว เขากลับมาในปี 2018 พร้อมวิธีการเล่นที่แตกต่างไป แต่มันดีต่อสภาพร่างกาย และสามารถกลับขึ้นสู่มือท็อปเท็นได้ในช่วงปลายปี และผ่านคัดเลือกเข้าแข่งออสเตรเลี่ยน โอเพ่น 2019

คำถามที่ถูกถามย้อนกลับมาอีกครั้ง เมื่อไหร่กันที่นิชิโคริจะคว้าแชมป์เมเจอร์หรือมาสเตอร์ให้ตัวเองได้?

ศึกออสเตรเลี่ยน โอเพ่นจบลงโดยการที่เคย์อิ นิชิโคริเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศได้ด้วยการเล่นที่น่าประทับใจ ผู้สันทัดกรณีบอกว่าการที่เขาจะคว้าแชมป์รายการนี้ยังถือว่าเร็วไป เพราะฟอร์มที่ดีที่สุดของนักเทนนิสญี่ปุ่นยังไม่กลับมา แต่ก็มีแนวโน้มที่ดี

ในปีนี้จะเหลืออีกสามแกรนด์ สแลมสำหรับนิชิโคริ โอกาสของเขาบนเคลย์คอร์ทใช่ว่าจะไม่มี แต่ที่สำคัญคืออย่าไปเจอราฟาเอล นาดาลบนเส้นทางสู่นัดชิงชนะเลิศก็พอ ในรายการวิมเบิลดันซึ่งไม่ใช่ของถนัด นิชิโคริอาจจะต้องมองข้ามไปก่อน ทำให้เป้าหมายสำคัญสุดของเขาควรเป็นฮาร์ดคอร์ทที่ยูเอส โอเพ่น รายการที่แชมป์ไม่เคยถูกการันตีไว้ล่วงหน้า ถ้าร่างกายและจิตใจของนิชิโคริอยู่ในสภาพดีที่สุดตรงช่วงเวลานั้น บางทีเขาก็คงเป็นแชมป์ได้สักที

นักเทนนิสชายฝีมือดีชาวเอเชียกับการเป็นแชมป์แกรนด์ สแลมเหมือนจะเป็นเรื่องยาก การที่เคย์อิ นิชิโคริได้ก้าวขึ้นมาท้าทายโอกาสนี้จึงเป็นเหมือนตัวแทนชนชาติเอเชียทั้งมวล มันคือภาระยิ่งใหญ่ที่นักเทนนิสชาวญี่ปุ่นคนนี้แบกไว้และมันคงปลดลงได้เมื่อเขาทำสำเร็จ

หลี่ นา หัวใจมีไว้สู้กับคำคนหาว่าฟลุ๊ค

การที่นาน ๆ ทีจะมีนักเทนนิสจากฝั่งเอเชียประสบความสำเร็จได้ผ่านเข้ารอบลึก ๆ ในเวที ATP Tour หรือ WTA Tour สักคนแค่นั้นก็กลายเป็นข่าวใหญ่ข่าวโตได้แล้ว แต่หลี่ นา ทำสิ่งที่ยากยิ่งกว่าด้วยการคว้าแชมป์แกรนด์ สแลมมาครอบครอง มันเป็นความสำเร็จที่มาพร้อมความเจ็บปวดใจอย่างไม่น่าเป็นไปได้

ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1982 หลี่ นา ถือกำเนิดที่วูฮั่น มณฑลเหอเป่ย ในประเทศจีน พ่อกับแม่ของหลี่ นาเป็นนักกีฬาแบดมินตันทั้งคู่ ทำให้ทีแรกเธอเลือกเล่นแบดมินตันตามพ่อกับแม่ ก่อนจะเปลี่ยนไปเล่นเทนนิสตามคำสั่งของโค้ชในตอนอายุ 8 ขวบ ซึ่งการเรียนเทนนิสอย่างเข้มงวดในช่วงเด็กนี้เองที่กลายเป็นทั้งส่วนดีและส่วนเสียในชีวิต เธอกลายเป็นนักเทนนิสที่มีฝีมือและมีอนาคตแต่ขาดความมั่นใจในตัวเองอย่างที่สุด

หลังได้โอกาสไปฝึกที่อเมริกานาน 10 เดือน ด้วยการสนับสนุนของบริษัทรองเท้ากีฬายักษ์ใหญ่อย่างไนกี้ หลี่ นากลับเมืองจีนและเริ่มต้นเทิร์นโปรในปี 1999 ด้วยวัยแค่ 16 ปี มีเรื่องน่าเห็นใจในช่วงที่เธออายุ 14 และลงทำการแข่งขัน แม่ของเธอปิดข่าวการเสียชีวิตของพ่ออยู่หลายสัปดาห์เพียงเพราะไม่อยากให้มันกระทบเกมที่เธอกำลังจะแข่ง

หลี่ นาเผชิญสารพัดข่าวลือในตอนที่เธอประกาศถอนตัวจากทีมชาติจีนในปี 2002 เพื่อเริ่มต้นเรียนด้านสื่อสารมวลชนที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาลตร์และเทคโนโลยีหัวซ่ง ข่าวที่เกิดขึ้นมีทั้งเธอเรื่องความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมทีมชาติจีนที่ชื่อเจียง เฉิน (สามีในเวลาต่อมา) เรื่องที่รับการฝึกของโค้ชทีมชาติที่เข้มงวดมากไปไม่ได้ และก็ยังมีเรื่องที่ว่าเธออยากได้โค้ชส่วนตัว และในส่วนที่นิวยอร์คไทม์นำเสนอว่าเธอถอนตัวเพราะไม่อยากรับยาเพิ่มฮอร์โมน ผ่านไปสองปี หลี่ นาก็กลับมาสู่ทีมชาติอีกครั้ง เธอแต่งงานกับเจียง เฉินและต่อสู้อย่างหนักเพื่อมีอิสระจากกฏของสมาคมเทนนิสจีน ทั้งเรื่องการว่าจ้างโค้ชและเรื่องเงินรางวัลที่เคยต้องแบ่งให้สมาคมถึง 65% ก่อนจะเหลือแค่ 8% หลังสู้ชนะ

หลังกลับมาเล่นเทนนิสในปี 2004 ด้วยการไม่มีอันดับใด ๆ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเธอคว้าแชมป์รายการ ITF มาได้ไม่น้อย อันดับของเธอค่อย ๆ ขยับหลังจากทำผลงานชนะติดต่อกัน 26 เกม คว้าแชมป์ WTA Tour รายการแรกให้ตัวเองและทำให้เธอขยับอันดับเหลือต่ำกว่า 100 ได้เป็นครั้งแรก การเล่นของเธอมันดีขึ้นเรื่อย ๆ ในปี 2005 เธอทำอันดับได้ที่ 56 จากนั้นหลี่ นา ก็พัฒนาตัวเองขึ้นมาจนเข้าสู่ปี 2010 เธอก็เข้ามาถึง 10 อันดับแรกได้

ฤดูกาล 2011 หลี่ นา สร้างเซอร์ไพรส์ลงเล่นเฟร้นช์ โอเพ่นในฐานะมือวางอันดับ 6 แต่สามารถคว้าแชมป์มาครองได้ เป็นนักเทนนิสเอเชียคนแรกที่ชนะประเภทเดี่ยวในแกรนด์ สแลม อันดับโลกของเธอขึ้นไปอยู่อันดับ 4 ทว่าในรายการวิมเบิลดันและยูเอส โอเพ่นเธอตกรอบอย่างรวดเร็ว

ในปี 2012 หลี่ นาไปไกลสุดแค่รอบ 4 ในรายการออสเตรเลี่ยน โอเพ่นกับเฟร้นช์ โอเพ่น ขณะที่ตกรอบ 2 และ 3 ในอีกสองรายการ คำครหาเริ่มหน้าหูมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเธอเป็นแค่นักเทนนิสหญิงที่ฟลุ๊คได้แชมป์แกรนด์ สแลม มันกลายเป็นความฝังใจที่ทำให้เธอพยายามเป็นแชมป์แกรนด์ สแลมอีกครั้ง แต่มันไม่สำเร็จ เพราะเธอเข้าถึงรอบไฟนอลในปี 2013 ได้แค่รายการออสเตรเลี่ยน โอเพ่น ซึ่งก็ได้แค่รองแชมป์

ฤดูกาล 2014 หลี่ นา รู้ตัวว่าอายุ 31 ปีและมีอาการบาดเจ็บหัวเข่ารบกวน มันยากที่จะทำสิ่งที่ต้องการทำให้สำเร็จ เธอเตรียมตัวเองเพื่อแข่งออสเตรเลี่ยน โอเพ่นเพียงอย่างเดียว ก่อนเข้ารอบชิงสำเร็จและคว้าแชมป์มาครอง หลังจากนั้นก็ปล่อยผลงานทิ้งในเฟร้นช์ โอเพ่นและทำได้ดีพอสมควรในวิมเบิลดัน ที่รายการยูเอส โอเพ่น อาการเจ็บหัวเข่าของหลี่ นา ทำให้เธอต้องถอนตัว และเตรียมตัวรอให้จบฤดูกาลนั้นเพื่อประกาศเลิกเล่นเนื่องจากไม่สามารถสู้กับอาการเจ็บหัวเข่าต่อไปได้อีก

จากนักเทนนิสหญิงที่เผชิญกับเรื่องราวมากมาย หลี่ นาได้พิสูจน์ว่าสิ่งที่คนอื่นมองว่าเป็นความฟลุ๊คนั่นไม่จริงเลย เธอเดินลงจากเวทีอย่าสง่างามด้วยอันดับ 6 ของโลก รวมไปถึงการเคยขึ้นไปเป็นอันดับ 2 ของโลก จุดที่ไม่เคยมีนักเทนนิสเอเชียคนไหนทำได้มาก่อน

 

Navigation