เมื่อไหร่นิชิโคริจะคว้าแชมป์เมเจอร์?

นักเทนนิสชายชาวเอเชียแท้ๆ น้อยคนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นมือท็อปของโลก แต่มันยิ่งน้อยลงไปอีกเมื่อจะหาคนที่สามารถคว้าแชมป์ระดับเมเจอร์หรือแกรนด์ สแลมมาเป็นที่เชิดหน้าชูตาชาวเอเชีย ซึ่งเคย์อิ นิชิโคริ ยอดนักเทนนิสชาวญี่ปุ่นคือคนที่เข้าใกล้จุดนั้นมากที่สุดในตอนนี้ แต่เขาก็ยังทำไม่สำเร็จ

ในช่วงที่เริ่มต้นอาชีพใหม่ๆ นิชิโคริถูกทำนายไว้ล่วงหน้าว่าเขาจะต้องคว้าแชมป์แกรนด์ สแลมใดแกรนด์ สแลมหนึ่งได้ในอนาคตแน่นอน แต่ตอนนี้นิชิโคริที่กำลังจะเข้าใกล้ 30 เข้าไปทุกทีเริ่มตระหนักได้ว่าเวลาที่ผ่านมาของเขามันสูญเปล่า

นับตั้งแต่ไมเคิ่ล ชางชนะเฟร้น โอเพ่นในวัย 17 ปี ก็ไม่มีนักเทนนิส เอเชียคนไหนคว้าตำแหน่งแชมป์เมเจอร์หลักอีกเลย นิชิโคริเองก็ทำได้แค่เกือบ เมื่อเขาปราบโรเจอร์ เฟเดอเรอร์ได้ที่ไมอามี่ และเกือบปราบราฟาเอล นาดาลได้ด้วยถ้าไม่บาดเจ็บจนต้องยอมแพ้เสียก่อนในศึกมาดริด มาสเตอร์

ในปี 2014 โอกาสที่ใกล้เคียงอีกครั้งในยูเอส โอเพ่นนัดชิงชนะเลิศ​ หลังจากที่เอาชนะโนวัค โยโควิชมาได้ในรอบรองชนะเลิศ​ คู่แข่งอย่างมาริน เซลิคเบียดคว้าแชมป์แกรนด์ สแลมแรกในชีวิตไปจากนิชิโคริอย่างง่ายดาย 3-0 เกม นิชิโคริขยับอันดับมาถึงมืออันดับ 4 ของโลก แต่แชมป์รายการสำคัญยังเป็นแค่ความหวัง

อาการบาดเจ็บเดินหน้าเข้าหาเคย์อิ นิชิโคริในสองสามปีต่อจากนั้น ทั้งนี้ผู้วิเคราะห์มองว่ามันเกิดจากการเล่นของนิชิโคริที่พยายามฝืนเล่นในทุกลูกจนเกินขีดจำกัดของร่างกาย ซึ่งไม่ต่างไปจากแอนดี้ เมอร์เร่ย์หรือโนวัค โยโควิชได้เจอ เขาไม่ชนะรายการเก็บคะแนนอย่างต่อเนื่องและต้องเผชิญความจริงว่าข้อศอกของเขาต้องได้รับการผ่าตัดในช่วงท้ายของปี 2017

นิชิโคริต้องร้างราจากคอร์ทเทนนิสเพื่อรับการผ่าตัดและรักษาตัว เขากลับมาในปี 2018 พร้อมวิธีการเล่นที่แตกต่างไป แต่มันดีต่อสภาพร่างกาย และสามารถกลับขึ้นสู่มือท็อปเท็นได้ในช่วงปลายปี และผ่านคัดเลือกเข้าแข่งออสเตรเลี่ยน โอเพ่น 2019

คำถามที่ถูกถามย้อนกลับมาอีกครั้ง เมื่อไหร่กันที่นิชิโคริจะคว้าแชมป์เมเจอร์หรือมาสเตอร์ให้ตัวเองได้?

ศึกออสเตรเลี่ยน โอเพ่นจบลงโดยการที่เคย์อิ นิชิโคริเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศได้ด้วยการเล่นที่น่าประทับใจ ผู้สันทัดกรณีบอกว่าการที่เขาจะคว้าแชมป์รายการนี้ยังถือว่าเร็วไป เพราะฟอร์มที่ดีที่สุดของนักเทนนิสญี่ปุ่นยังไม่กลับมา แต่ก็มีแนวโน้มที่ดี

ในปีนี้จะเหลืออีกสามแกรนด์ สแลมสำหรับนิชิโคริ โอกาสของเขาบนเคลย์คอร์ทใช่ว่าจะไม่มี แต่ที่สำคัญคืออย่าไปเจอราฟาเอล นาดาลบนเส้นทางสู่นัดชิงชนะเลิศก็พอ ในรายการวิมเบิลดันซึ่งไม่ใช่ของถนัด นิชิโคริอาจจะต้องมองข้ามไปก่อน ทำให้เป้าหมายสำคัญสุดของเขาควรเป็นฮาร์ดคอร์ทที่ยูเอส โอเพ่น รายการที่แชมป์ไม่เคยถูกการันตีไว้ล่วงหน้า ถ้าร่างกายและจิตใจของนิชิโคริอยู่ในสภาพดีที่สุดตรงช่วงเวลานั้น บางทีเขาก็คงเป็นแชมป์ได้สักที

นักเทนนิสชายฝีมือดีชาวเอเชียกับการเป็นแชมป์แกรนด์ สแลมเหมือนจะเป็นเรื่องยาก การที่เคย์อิ นิชิโคริได้ก้าวขึ้นมาท้าทายโอกาสนี้จึงเป็นเหมือนตัวแทนชนชาติเอเชียทั้งมวล มันคือภาระยิ่งใหญ่ที่นักเทนนิสชาวญี่ปุ่นคนนี้แบกไว้และมันคงปลดลงได้เมื่อเขาทำสำเร็จ

การพัฒนาจากยูธต้นกล้า สู่ผู้เล่นระดับยอดไม้สูง

นักเทนนิสรุ่นเยาว์พรสวรรค์สูงมากมายในทุกวันนี้ บางคนอาจจะก้าวขึ้นไปจนถึงจุดสุดยอดในอนาคต แต่เส้นทางนั้นไม่ง่าย และมีองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับการก้าวขึ้นมาอย่างโดดเด่นและมั่นคง

ร็อบ เฮมิ่งเวย์ โค้ชระดับเยาวชนใช้เวลาเรียนรู้เรื่องนี้อยู่หลายปี โดยเฉพาะการเรียนรู้ว่านักเทนนิสรายหนึ่งๆ จะก้าวขึ้นมาเป็นระดับท็อปได้นั้นมีสิ่งใดเป็นเรื่องจำเป็นบ้าง และมันก็มี 3 สิ่งแวดล้อมด้วยกันคือ อะคาเดมี่สำหรับการสร้างพื้นฐาน, โครงการสนับสนุนของประเทศตัวเองและโค้ชส่วนตัว

ในทุกวันนี้ผู้เล่นเก่งๆ ต่างมาจากอะคาเดมี่ที่โดดเด่น อย่างน้อยหนึ่งปีขึ้นไปสำหรับการได้รับการปรับจูนพื้นฐานและการโค้ชโดยผู้ฝึกสอนมีชื่อเสียง นักเทนนิสระดับท็อปเท็นซึ่งเป็นเบอร์หนึ่งของโลกในปัจจุบันอย่างโนวัค โยโควิชเองก็ทิ้งบ้านเกิดมาเรียนช่วงต้นที่ปิลิช อะคาเดมี่ในมิวนิค ประเทศเยอรมัน หรืออย่างมาริน ซิลิคก็เลือกบ็อบ แบร็ต สคูลในซาน รีโม่เป็นที่ตั้งไข่

การเรียนในอะคาเดมี่ดังนั้นต้องแลกมาด้วยค่าเรียนไม่ใช่น้อย หนึ่งปีในการเรียนรู้เทนนิส เรียนหนังสือและที่พักอาจจะกินเงินถึง 40,000 ยูโรหรือมากกว่า 1.42 ล้านบาท อย่างราฟาเอล นาดาลที่เข้าเรียนในมัวราโตกลู เทนนิส อะคาเดมี่ชื่อดังของฝรั่งเศสนั้นต้องจ่ายสูงถึง 65,000 ยูโรมาแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าอะคาเดมี่มีทุกอย่างที่ว่าที่นักเทนนิสระดับท็อปในอนาคตต้องการ ผู้ฝึกสอนระดับมืออาชีพ สโมสรเทนนิส วิธีการสอนเพื่อกลายเป็นนักเทนนิสที่เก่งฉกาจ

หลังจากเข้าเรียนในอะคาเดมี่จนได้ทักษะการเล่นที่ดีแล้ว การจะวัดว่านักเทนนิสเยาวชนรายนั้นพัฒนาไปได้มากแค่ไหนก็หนีไม่พ้นการลงแข่งขัน เหล่าชาติชั้นนำของโลกมีโครงการสนับสนุนและส่งเสริมศักยภาพของนักกีฬา โดยเฉพาะการซัพพอร์ตเรื่องการแข่งขันและปัจจัยจำเป็น การออกไปเผชิญสนามแข่งขันที่ไกลออกไปจากประเทศตัวเองคือหนทางสู่ความก้าวหน้า

ผู้เล่นอย่างไคล์ เอ็ดมุนด์ มือระดับท็อปของอังกฤษได้รับการสนับสนุนจากสมาคมลอนเทนนิสของอังกฤษตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ค่าใช้จ่ายของครอบครัวในการแข่งขันและพัฒนาฝีมือถูกกว่าที่ควรจะเป็นเพราะได้รับการเอาใจใส่ในเรื่องนี้ ตรงกันข้ามกับซิโมน่า ฮาเล็บ แชมป์เฟร้น โอเพ่นหญิงชาวโรมาเนียที่แทบจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมเทนนิสบ้านเกิดเลย อย่างดีที่สุดเธอได้เพียงแรงสนับสนุนจากนักธุรกิจท้องถิ่นที่เป็นเทนนิส อะคาเดมี่ในบ้านเกิดของเธอเท่านั้น

อันดับสุดท้ายของการส่งนักเทนนิสเยาวชนให้กลายเป็นดาวเด่นในอนาคตคือโค้ชในบ้านหรือโค้ชส่วนตัว ราฟาเอล นาดาลเป็นคนที่น่าอิจฉามากในเรื่องนี้ เพราะตั้งแต่บ้านเกิดในมายอร์ก้า นาดาลได้รับการฟูมฟักหลายปีแรกจากลุงโทนี่จนถึงคาลอส โมย่า

สมาคมเทนนิสสเปนมองเห็นพรสวรรค์ของนาดาลและอยากให้เขาเข้าศูนย์ฝึกที่บาร์เซโลน่า แต่คนในบ้านเชื่อว่าตอนนี้นาดาลเองก็อยู่ในบ้านอันเหมาะสมแล้ว และทุกคนที่มายอร์ก้าก็ดีพอที่จะผลักดันเขาเป็นแชมป์ในรุ่นอายุตัวเองได้ แม้จะไม่ได้เข้าสถาบันอันดับหนึ่งของประเทศก็ตาม ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

ตามความเห็นของร็อบ เฮมิ่งเวย์ เป็นเครื่องชี้ทางเบื้องต้นเท่านั้น แต่มันก็มีความเป็นไปได้สูง เพราะผู้เล่นเยาวชนในปัจจุบันอย่างชุน เซ็ง, เคย์อิ นิชิโคริหรือนาโอมิ โอซากะ ต่างก็ใช้เส้นทางและสิ่งแวดล้อมเดียวกันนี้ในการส่งตัวเองขึ้นมาเป็นนักเทนนิสชั้นยอดได้

ราชาคอร์ทดิน ราฟาเอล นาดาล

วงการเทนนิสปัจจุบันอาจจะหาคนที่เป็นราชาแห่งเทนนิสได้ยาก เพราะแต่ละคนต่างมีช่วงเวลาขึ้นและลง แต่ไม่ใช่กับคอร์ทดิน เมื่อความเป็นราชาของมันถูกสงวนไว้เพื่อราฟาเอล นาดาล

สนามเทนนิสที่อัดด้วยดินฝุ่นสีแดงตัดด้วยเส้นสนามสีขาวของศึกเทนนิสเฟร้นช์ โอเพ่น รายการแกรนด์ สแลมสำคัญ ครั้งหนึ่งเลยสร้างราชาที่ชื่อว่าบียอร์น บอร์ก ด้วยผลงานการคว้าแชมป์เฟร้นช์ โอเพ่นติดกันถึง 5 สมัยจากจำนวน 6 สมัยที่เขาครองแชมป์ในระหว่างปี 70s ถึง 80s

แค่ครองแชมป์และรักษาแชมป์ไว้ให้ได้ในแต่ละปีก็ยากแล้ว นั่นทำให้ใม่มีใครคิดหรอกว่าจะมีคนที่ก้าวข้ามความสำเร็จบนคอร์ทดินของบียอร์น บอร์กไปได้ จนกระทั่งกุสตาโว่ เคอร์เท่นคว้าแชมป์ได้สองสมัยติดต่อ ซึ่งเป็นสมัยที่สองและสามของเจ้าตัว ผู้คนก็เริ่มตั้งฉายาให้เขาว่าจะเป็นราชาคอร์ทดินคนใหม่ แต่เคอร์เท่นก็ทำได้แค่แชมป์บนคอร์ทดิน 5 สมัยเท่านั้น

ก่อนที่โลกจะได้ยินเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อราฟาเอล นาดาล มีนักเทนนิสที่เก่งมากบนคอร์ทดินชื่อกิลเยอร์โม่ คอเรีย ในการแข่งขันที่มอนติคาโร่ มาสเตอร์ปี 2005 คอเรียเข้าไปชิงชนะเลิศกับนาดาลที่เพิ่งทำลายสถิติชนะ 24 นัดรวดบนคอร์ทดินของอังเดร อากัสซี่ในรายการที่สเปนมาหมาด ๆ ปรากฏว่านาดาลปราบคอเรียได้แชมป์มาสเตอร์ครั้งแรก ผู้คนอาจจะคิดว่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญ แต่นาดาลตามไปคว่ำคอเรียในนัดชิงศึกโรม มาสเตอร์ซ้ำ โลกรู้แล้วว่าเขาคือผู้ท้าทายคอร์ทดินตัวจริง

วันเกิดปีที่ 19 ของนาดาล เขามีโปรแกรมลงแข่งขันในเฟร้นช์ โอเพ่น 2005 นาดาลพบคู่แข่งเบอร์หนึ่งของโลกที่ชื่อโรเจอร์ เฟดเดอเร่อร์ ในรอบรองชนะเลิศ ปรากฏว่านาดาลเล่นงานจนเฟดเดอเร่อร์รับมือไม่ได้ เขาผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับมาเรียโน่ ปูเอต้า ก่อนคว้าแชมป์แกรนด์ สแลมแรกจากการลงเล่นเฟร้นช์ โอเพ่นครั้งแรกทันที แต่ที่วิมเบิลดันซึ่งเป็นสนามหญ้า นาดาลร่วงรอบแรกทันที เขาไม่ใช่คนถนัดคอร์ทหญ้าแน่นอน

ในปี 2006 เขากลับมาคว้าแชมป์เฟร้นช์ โอเพ่นอีกครั้ง และในปี 2007 อีกครั้ง และในปี 2008 อีกครั้งซึ่งครั้งนี้เขาไม่เสียเซตแม้แต่เซตเดียว และเมื่อไปถึงศึกวิมเบิลดัน เขาก็คว้าแชมป์แกรนด์ สแลมสนามหญ้าได้เสียที ปี 2008 นี้นาดาลได้ 2 เมเจอร์กับเหรียญทองโอลิมปิกและขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลก สถิติบนคอร์ทดินของเขาคือไร้พ่าย

ในปี 2009 นาดาลแพ้เฟดเดอเร่อร์ครั้งแรกในเฟร้นช์ โอเพ่นรอบรองชนะเลิศ เสียโอกาสครองแชมป์ 5 ครั้งติดเท่ากับสถิติของบียอร์น บอร์ก แต่หลังจากที่กลับมาครองแชมป์เฟร้นช์ โอเพ่นในปี 2010-2014 ได้ 5 ปีติด คำว่าราชาคอร์ทดินก็เหมาะสมกับราฟาเอล นาดาลที่สุดแล้ว ไม่เพียงเท่านั้นเขายังสร้างสถิติส่วนตัวไม่แพ้ใครบนคอร์ทดินยาวนาน 81 เกมไว้ด้วย

ราฟาเอล นาดาลมีปัญหาบาดเจ็บรบกวนจนเขาไม่สามารถเข้าชิงเฟร้นช์ โอเพ่นในปี 2015 และ 2016 แต่หลังจากตัดสินใจลดโปรแกรมแข่งขันลง นาดาลก็กลับมาคว้าแชมป์แกรนด์ สแลมที่ฝรั่งเศสอีกครั้งในปี 2017 ต่อด้วยปี 2018 ที่เขาเอาชนะโดมินิค เธียม ดาวรุ่งฟอร์มแรงได้ ถือเป็นเฟร้นช์ โอเพ่นครั้งที่ 11 ในวัย 32 ปี

บนคอร์ทดินรายการสำคัญทั้งศึกแกรนด์ สแลม เฟร้นช์ โอเพ่นและสี่มาสเตอร์หลัก มอนติคาโล, บาร์เซโลน่า, โรมและมาดริด นาดาลกวาดแชมป์รวม 46 ครั้ง มากกว่าทุกคนที่เคยได้รับการเรียกขานเป็นราชา และตลอดช่วงยุคสมัยนี้คงไม่มีใครทำลายสถิตินี้ได้ลง

 

จากฟิวเจอร์ถึงแกรนด์ สแลม รายการเทนนิสแบ่งระดับอย่างไร?

การที่เทนนิสเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และสามารถพัฒนาเป็นอาชีพได้ ทำให้นักกีฬาเทนนิสจำนวนมากฝันว่าจะกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ ชนะการแข่งขัน ชนะเลิศรายการสำคัญ ๆ สร้างให้พวกเขามีชื่อเสียงและมีรายได้มหาศาล แต่เวทีของการแข่งขันเทนนิสไม่ได้มีพื้นที่ให้ทุกคนลงแข่งขัน มันจึงมีระดับชั้นของเกมที่แตกต่างไป

ในวงการเทนนิสอาชีพจะมีการแข่งขันที่แบ่งเป็น 3 กลุ่มจากการจัดการแข่งขัน ประกอบด้วยรายการของสมาพันธ์เทนนิสนานาชาติหรือ ITF, รายการของสมาคมนักเทนนิสอาชีพฝ่ายชายหรือ ATP และรายการของสมาคมนักเทนนิสอาชีพฝ่ายหญิงหรือ WTA

ไอทีเอฟรับผิดชอบจัดการแข่งขันรายการใหญ่ที่สุดทั้ง 4 แกรนด์ สแลมคือออสเตรเลี่ยน โอเพ่น, เฟร้นช์ โอเพ่น, วิมเบิลดันและยูเอส โอเพ่น (ในการแข่งขันแกรนด์ สแลมนั้นมีคะแนนสะสมให้ผู้ชนะเลิศถึง 2000 คะแนนเลยทีเดียว) พร้อมกันนั้นก็จัดการแข่งขันประเภททีมที่มีทั้งทีมชาย (เดวิด คัพ) ทีมหญิง (เฟด คัพ) ทีมผสม (ฮอปแมน คัพ) และทีมรวมยุโรปพบรวมดาราโลก (เลเวอร์ คัพ) นอกจากนี้ก็จัดรายการเยาวชนที่เป็นอีเว้นต์เกรด A ในหลายประเทศทั้งที่อเมริกา, ญี่ปุ่น, บราซิล, ฝรั่งเศส เป็นต้น

ถัดจากรายการของไอทีเอฟ เป็นการแข่งขันในทัวร์นาเม้นต์ทั้งชายและหญิงของ ATP และ WTA รายการใหญ่สุดของพวกเขาทั้งคู่คือศึก World Tour Final ที่เอานักเทนนิสชายและหญิงในแร้งค์กิ้ง 1-8 มาแข่งขันส่งท้ายฤดูกาล ซึ่งตลอดเส้นทางก่อนถึงรายการนี้ก็จะมีรายการแข่งขันเพื่อให้นักกีฬาได้สะสมคะแนนกันมาเรื่อย ๆ โดยที่จะมีความแตกต่างกันบ้างดังนี้

ในรายการฝ่ายชายของ ATP พวกเขามีรายการซีรี่ย์ 1000 จำนวน 9 รายการ ตัวเลข 1000 หมายถึงแต้มที่ผู้ชนะเลิศในการแข่งขันจะได้รับเพื่อใช้ในการสะสมทำอันดับโลก เช่นเดียวกันกับซีรี่ย์ 500 และซีรี่ย์ 250 ขณะที่ในฝ่ายหญิงนั้น WTA ก็จัดการแข่งขันออกเป็น 4 ระดับคือ Premier Mandatory 4 รายการ (ชนะเลิศได้ 1000 คะแนน) Premier 5 ซึ่งมี 5 สนามแข่ง (ชนะเลิศได้ 900 คะแนน) Premier (ชนะเลิศได้ 470 คะแนน) และรายการที่เป็น International Tournament (ชนะเลิศได้ 280 คะแนน) ซึ่งก็คือรายการที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในเดือนมกราคมปี 2019 ที่หัวหินนี่เอง

และรายการที่อยู่ระดับรองลงมาเรียกกันว่ารายการระดับชาลเลนเจอร์ (Challenger) ซึ่งกระจายการแข่งขันออกไปทั่วโลกเพื่อให้นักกีฬาอันดับล่าง ๆ หรือนักกีฬาหน้าใหม่ได้ลงแข่งขันเก็บคะแนนสะสม ของรายการเหล่านี้สำหรับผู้ชนะเลิศมีตั้งแต่ 80 คะแนนถึง 125 คะแนน โดยหากใครที่ลงทะเบียนเล่นในระดับชาลเลนเจอร์และจบอันดับ 1-7 ของแต่ละปีจะได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบไฟนอลของชาลเลนเจอร์ที่มีคะแนนสะสมเพิ่มด้วย

ส่วนรายการที่อยู่ระดับล่างสุดของวงการเทนนิสเรียกกันว่ารายการระดับ Future Tournament ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับคะแนนสะสม 18, 27 หรือ 35 คะแนนตามระดับของรายการ แน่นอนว่าที่ระดับนี้เป็นเวทีของเหล่านักกีฬาเยาวชนและนักกีฬาหน้าใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นเส้นทางของการเป็นนักกีฬาเทนนิสอาชีพ

จะเห็นว่ากว่าที่จะก้าวผ่านแต่ละระดับของวงการเทนนิสไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้นในแต่ละระดับเมื่อผู้แข่งขันลงสนามก็จะรู้ตัวเองว่าหากประสบความสำเร็จจะก้าวขึ้นไปถึงจุดไหน โดยคะแนนสะสมจะเป็นเครื่องยกระดับพวกเขาเหล่านั้นให้ไต่บันไดสูงขึ้นไปจนกว่าจะถึงยอด

 

ไวลด์ การ์ด บัตรผ่านสู่ด่านที่ยากและท้าทายกว่า

การแข่งขันเทนนิสเกือบทุกรายการหลักบนโลกใบนี้ ใช้หลักเกณฑ์ในการคัดผู้เข้าแข่งขันจากอันดับโลกประกอบ ยิ่งเป็นรายการเมนอีเวนต์ที่อยู่ระดับสูง มันยิ่งจำกัดจำนวนและโอกาสของนักเทนนิสให้มีเฉพาะคนที่เหมาะสมเท่านั้น แต่เพื่อให้เกิดการเปิดโอกาสสำหรับผู้เข้าแข่งขันที่ยังอยู่ไกลห่างจากอันดับที่ดีพอ รวมถึงเพื่อให้โอกาสแก่นักเทนนิสบางคนที่มีเหตุผลอันสมควร ในวงการเทนนิสจึงได้คิดค้นสิ่งที่เรียกว่า “ไวลด์การ์ด” ขึ้นมา

ระบบไวลด์ การ์ดในวงการเทนนิสถูกนำมาใช้โดยสมาพันธ์เทนนิสนานาชาติหรือไอทีเอฟ แต่มันไม่ได้มีกฏตายตัว ขึ้นอยู่กับว่าทางสมาพันธ์เห็นชอบให้ส่งบัตรเชิญใครเข้าร่วม ซึ่งจากสถิติเกี่ยวการได้รับไวลด์การ์ดของนักกีฬาเทนนิสก็จะได้แก่ นักกีฬาของประเทศที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน หรือไม่ก็นักกีฬามีชื่อเสียงที่อันดับไม่ถึงเนื่องจากอาจจะมีอาการบาดเจ็บจนอันดับโลกตกหรือลงแข่งขันไม่ครบ หรือไม่ก็เป็นระดับท็อปของรุ่นเยาวชนที่อันดับโลกยังไม่ถึงก็ได้

ตัวอย่างเช่นสมาคมเทนนิสของอเมริกาที่กำหนดไวลด์การ์ดให้นักเทนนิสอเมริกันลงเล่นในรายการที่จัดในอเมริกา ทั้งยูเอส โอเพ่นและเซอร์กิตต่าง ๆ ว่าจะต้องมีสถิติในระดับมหาวิทยาลัย ระดับมือสมัครเล่นหรือไม่ก็เป็นนักกีฬาอาชีพที่อันดับโลกถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ซึ่งเรื่องนี้พวกเขาได้สร้างมาตรฐานไวลด์การ์ดไว้ทั้งรุ่นเยาวชนและรุ่นมืออาชีพเพื่อพัฒนานักกีฬา และมันก็คล้ายกับที่อังกฤษและออสเตรเลียใช้ในการแข่งขันที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพ แต่ในแง่มุมหนึ่งเกี่ยวกับไวลด์การ์ดก็ถูกมองไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะนิวยอร์กไทม์เคยตีพิมพ์บทความกระแซะเรื่องบัตรอภิสิทธิ์นี้ไว้ว่ามันเป็นการเกาหลังให้กันและกันหรือไม่ก็ความล้าหลังของลัทธิชนชั้นสูง

ด้วยความที่นักเทนนิส ไวลด์การ์ดหลายคนส่วนใหญ่เป็นนักกีฬามืออันดับโลกค่อนข้างต่ำ ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จยาก อาจจะสร้างความฮือฮาได้แต่ก็ยากที่จะชนะเลิศการแข่งขัน ถึงอย่างนั้นก็มีตำนานในเรื่องนี้ เช่น โกรัน อิวานิเซวิช ชนะชายเดี่ยววิมเบิลดัน 2001 ด้วยการใช้สิทธิ์ไวลด์การ์ด เพราะตอนนั้นเขาเพิ่งหายจากการเจ็บไหล่ทำให้อันดับโลกหล่นไปที่ 125 ไม่พอเข้ารอบแต่แรก อีกอย่างเจ้าตัวเข้าถึงรอบชิงมาถึง 3 ครั้งก่อนหน้า

หรือในปี 2009 คิม ไคลจ์เตอร์เพิ่งกลับจากการประกาศแขวนแร็คเก็ตในปี 2007 เพื่อทำหน้าที่ภรรยาและแม่ ตอนกลับมาเริ่มเล่นเทนนิสใหม่ เธอไม่มีอันดับโลกเพราะเพิ่งลงแข่งแค่ 2 รายการยังไม่สามารถติดอันดับโลกได้ ฝ่ายจัดยูเอส โอเพ่นมองว่าในฐานะที่ไคลจ์เตอร์เคยเป็นถึงมือหนึ่งของโลกก็น่าจะให้สิทธิ์พิเศษ ปรากฏว่าเธอชนะศึกยูเอส โอเพ่นปีนั้น

มาเรีย ซาราโปว่าก็เป็นอีกคนที่คว้าแชมป์ยูเอส โอเพ่นได้ในปี 2017 จากการใช้สิทธิ์ไวลด์การ์ด หลังจากที่ไม่มีอันดับโลกเพราะโดนโทษแบนยาว 15 เดือนจากการตรวจโด๊ป

หากมองว่าไวลด์ การ์ดเป็นสิทธิพิเศษสำหรับนักกีฬา มันก็ไม่ใช่การใช้งานอะไรที่ผิดของสมาพันธ์เทนนิสหรือฝ่ายจัดการแข่งขัน เพราะสิทธิ์ไวลด์การ์ดในแต่ละปีหรือแต่ละทัวร์นาเมนต์ พวกเขาสามารถใช้มันประชาสัมพันธ์การแข่งขันได้ แถมนักกีฬายังได้ประโยชน์ที่เหมือนถูกหวยนี้ด้วย

Category : สาระกีฬาเทนนิส

Tag : ไวลด์ การ์ด, กีฬาเทนนิส, บัตรเชิญ

Picture Credit : https://www.longroom.com/discussion/632407/maria-sharapova-granted-wildcard-entry-into-main-draw-of-us-open-with-former-world-no-1-set-for-first-major-tournament-since-drugs-ban

หลี่ นา หัวใจมีไว้สู้กับคำคนหาว่าฟลุ๊ค

การที่นาน ๆ ทีจะมีนักเทนนิสจากฝั่งเอเชียประสบความสำเร็จได้ผ่านเข้ารอบลึก ๆ ในเวที ATP Tour หรือ WTA Tour สักคนแค่นั้นก็กลายเป็นข่าวใหญ่ข่าวโตได้แล้ว แต่หลี่ นา ทำสิ่งที่ยากยิ่งกว่าด้วยการคว้าแชมป์แกรนด์ สแลมมาครอบครอง มันเป็นความสำเร็จที่มาพร้อมความเจ็บปวดใจอย่างไม่น่าเป็นไปได้

ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1982 หลี่ นา ถือกำเนิดที่วูฮั่น มณฑลเหอเป่ย ในประเทศจีน พ่อกับแม่ของหลี่ นาเป็นนักกีฬาแบดมินตันทั้งคู่ ทำให้ทีแรกเธอเลือกเล่นแบดมินตันตามพ่อกับแม่ ก่อนจะเปลี่ยนไปเล่นเทนนิสตามคำสั่งของโค้ชในตอนอายุ 8 ขวบ ซึ่งการเรียนเทนนิสอย่างเข้มงวดในช่วงเด็กนี้เองที่กลายเป็นทั้งส่วนดีและส่วนเสียในชีวิต เธอกลายเป็นนักเทนนิสที่มีฝีมือและมีอนาคตแต่ขาดความมั่นใจในตัวเองอย่างที่สุด

หลังได้โอกาสไปฝึกที่อเมริกานาน 10 เดือน ด้วยการสนับสนุนของบริษัทรองเท้ากีฬายักษ์ใหญ่อย่างไนกี้ หลี่ นากลับเมืองจีนและเริ่มต้นเทิร์นโปรในปี 1999 ด้วยวัยแค่ 16 ปี มีเรื่องน่าเห็นใจในช่วงที่เธออายุ 14 และลงทำการแข่งขัน แม่ของเธอปิดข่าวการเสียชีวิตของพ่ออยู่หลายสัปดาห์เพียงเพราะไม่อยากให้มันกระทบเกมที่เธอกำลังจะแข่ง

หลี่ นาเผชิญสารพัดข่าวลือในตอนที่เธอประกาศถอนตัวจากทีมชาติจีนในปี 2002 เพื่อเริ่มต้นเรียนด้านสื่อสารมวลชนที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาลตร์และเทคโนโลยีหัวซ่ง ข่าวที่เกิดขึ้นมีทั้งเธอเรื่องความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมทีมชาติจีนที่ชื่อเจียง เฉิน (สามีในเวลาต่อมา) เรื่องที่รับการฝึกของโค้ชทีมชาติที่เข้มงวดมากไปไม่ได้ และก็ยังมีเรื่องที่ว่าเธออยากได้โค้ชส่วนตัว และในส่วนที่นิวยอร์คไทม์นำเสนอว่าเธอถอนตัวเพราะไม่อยากรับยาเพิ่มฮอร์โมน ผ่านไปสองปี หลี่ นาก็กลับมาสู่ทีมชาติอีกครั้ง เธอแต่งงานกับเจียง เฉินและต่อสู้อย่างหนักเพื่อมีอิสระจากกฏของสมาคมเทนนิสจีน ทั้งเรื่องการว่าจ้างโค้ชและเรื่องเงินรางวัลที่เคยต้องแบ่งให้สมาคมถึง 65% ก่อนจะเหลือแค่ 8% หลังสู้ชนะ

หลังกลับมาเล่นเทนนิสในปี 2004 ด้วยการไม่มีอันดับใด ๆ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเธอคว้าแชมป์รายการ ITF มาได้ไม่น้อย อันดับของเธอค่อย ๆ ขยับหลังจากทำผลงานชนะติดต่อกัน 26 เกม คว้าแชมป์ WTA Tour รายการแรกให้ตัวเองและทำให้เธอขยับอันดับเหลือต่ำกว่า 100 ได้เป็นครั้งแรก การเล่นของเธอมันดีขึ้นเรื่อย ๆ ในปี 2005 เธอทำอันดับได้ที่ 56 จากนั้นหลี่ นา ก็พัฒนาตัวเองขึ้นมาจนเข้าสู่ปี 2010 เธอก็เข้ามาถึง 10 อันดับแรกได้

ฤดูกาล 2011 หลี่ นา สร้างเซอร์ไพรส์ลงเล่นเฟร้นช์ โอเพ่นในฐานะมือวางอันดับ 6 แต่สามารถคว้าแชมป์มาครองได้ เป็นนักเทนนิสเอเชียคนแรกที่ชนะประเภทเดี่ยวในแกรนด์ สแลม อันดับโลกของเธอขึ้นไปอยู่อันดับ 4 ทว่าในรายการวิมเบิลดันและยูเอส โอเพ่นเธอตกรอบอย่างรวดเร็ว

ในปี 2012 หลี่ นาไปไกลสุดแค่รอบ 4 ในรายการออสเตรเลี่ยน โอเพ่นกับเฟร้นช์ โอเพ่น ขณะที่ตกรอบ 2 และ 3 ในอีกสองรายการ คำครหาเริ่มหน้าหูมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเธอเป็นแค่นักเทนนิสหญิงที่ฟลุ๊คได้แชมป์แกรนด์ สแลม มันกลายเป็นความฝังใจที่ทำให้เธอพยายามเป็นแชมป์แกรนด์ สแลมอีกครั้ง แต่มันไม่สำเร็จ เพราะเธอเข้าถึงรอบไฟนอลในปี 2013 ได้แค่รายการออสเตรเลี่ยน โอเพ่น ซึ่งก็ได้แค่รองแชมป์

ฤดูกาล 2014 หลี่ นา รู้ตัวว่าอายุ 31 ปีและมีอาการบาดเจ็บหัวเข่ารบกวน มันยากที่จะทำสิ่งที่ต้องการทำให้สำเร็จ เธอเตรียมตัวเองเพื่อแข่งออสเตรเลี่ยน โอเพ่นเพียงอย่างเดียว ก่อนเข้ารอบชิงสำเร็จและคว้าแชมป์มาครอง หลังจากนั้นก็ปล่อยผลงานทิ้งในเฟร้นช์ โอเพ่นและทำได้ดีพอสมควรในวิมเบิลดัน ที่รายการยูเอส โอเพ่น อาการเจ็บหัวเข่าของหลี่ นา ทำให้เธอต้องถอนตัว และเตรียมตัวรอให้จบฤดูกาลนั้นเพื่อประกาศเลิกเล่นเนื่องจากไม่สามารถสู้กับอาการเจ็บหัวเข่าต่อไปได้อีก

จากนักเทนนิสหญิงที่เผชิญกับเรื่องราวมากมาย หลี่ นาได้พิสูจน์ว่าสิ่งที่คนอื่นมองว่าเป็นความฟลุ๊คนั่นไม่จริงเลย เธอเดินลงจากเวทีอย่าสง่างามด้วยอันดับ 6 ของโลก รวมไปถึงการเคยขึ้นไปเป็นอันดับ 2 ของโลก จุดที่ไม่เคยมีนักเทนนิสเอเชียคนไหนทำได้มาก่อน

 

เพื่อนมีปีก สมาชิกบินได้ของครอบครัววิมเบิลดัน

สนามแข่งขันของแกรนด์ สแลมอย่างวิมเบิลดันเป็นสถานที่ซึ่งมีคนมากมายมารวมกัน ตั้งแต่เริ่มต้นใช้งานเกมวิมเบิลดันในปี 1877 ก็มีจำนวนผู้คนเดินทางมายังสถานที่จัดการแข่งขันนี้จำนวนมาก แต่บางอย่างก็เพิ่มขึ้น มันคือนกพิราบที่มาอาศัยทำรังตามซอกมุมของอาคารทั่วพื้นที่เนื่องจากทุกวิมเบิลดันมีผู้คนมากขึ้น และอาหารเหลือจากเศษที่คนทิ้งไว้ก็มากตามด้วย

สมาคมออล อิงแลนด์ ลอน เทนนิสและโครเก้ต์ คลับเลือกที่จะหาวิธีไล่นกพิราบไปไกล ๆ จากพื้นที่แข่งขันด้วยวิธีการธรรมชาติ และวิธีการที่พวกเขานึกออกคือใช้เหยี่ยวมาทำให้พวกนกพิราบกลัวและหนีไป

รูฟัส เป็นเหยี่ยวสายพันธุ์จากแทบอเมริกากลางที่เรียกว่า Harris Hawk ถูกนำเข้ามายังเกาะอังกฤษในปี 2002 และมันได้ทำหน้าที่เคลียร์ท้องฟ้าเหนือเซ็นเตอร์ คอร์ทและพื้นที่ 49 เอเคอร์ของวิมเบิลดันให้ปราศจากนกพิราบรบกวนมาตั้งแต่ปี 2007 โดยตอนที่มันเข้ามารับงานเจ้าฮามิช เหยี่ยวอีกตัวกำลังจะปลดระวาง

เกียรติประวัติของรูฟัสในการทำหน้าที่ของมันคือการคุมพื้นที่ท้องฟ้าวิมเบิลดันทุกปี รวมไปถึงการแข่งขันเทนนิสในกีฬาโอลิมปิกที่ลอนดอนเป็นเจ้าภาพด้วย ซึ่งด้วยหน้าที่นี้ทำให้มันกลายเป็นนกดังที่มีคนให้ความสนใจเยอะมาก และกลายเป็นเหตุให้มันโดนลักพาตัวในเดือนมิถุนายน 2102 ซึ่งปกติอิโมเจน เดวิส ผู้ดูแลของมันจะพามันกลับบ้านที่คอร์บี้ในนอร์ธแฮมเชียร์หลังหมดงาน แต่ช่วงดังกล่าวมันต้องประจำการที่ลอนดอน ทำให้สบโอกาสที่คนร้ายจะลักพาตัว ซึ่งกลายเป็นข่าวดังไปทั่วอังกฤษในฐานะนกที่คุณก็รู้ว่าใคร สามวันให้หลังมันถูกพบที่สวนเปิดที่เป็นเขตอนุรักษ์นกในวิมเบิลดันแบบมีอาการเจ็บขาเล็กน้อย

ความฮิตและฮอตของรูฟัส ทำให้มันกลายเป็นเหยี่ยวที่มีทวิตเตอร์ส่วนตัวแถมมีคนติดตามมากถึง 5,000 คน และมันยังเป็นส่วนหนึ่งของงานเขียนระดับติดตลาดของเฮเลน แม็คโดนัลด์ ในชื่อหนังสือ “H is for Hawk” ที่นักเขียนหญิงบอกว่าระหว่างการเขียนเกี่ยวกับการฝึกเหยี่ยว มันช่วยให้เธอผ่านช่วงที่สูญเสียบิดาได้

เข้าสู่ปี 2018 เทนนิสวิมเบิลดันก็ยังคงจัดการแข่งขันตามปกติ แต่การก่อสร้างอาคารครอบเซ็นเตอร์ คอร์ทให้ใหญ่ขึ้นและทำหลังคาเปิดปิดได้ ทำให้มีซอกมุมบนหลังคาเพิ่มจำนวนมาก และพวกนกพิราบก็พร้อมใจกันมาอาศัยทำรังและออกไข่ แพร่ลูกแพร่หลานในช่วงเวลาดังกล่าว งานของรูฟัสเพิ่มขึ้นหลายเท่าจนมีการนำเสนอข่าวเรื่องจำนวนงานที่เกินกำลังของมัน แต่ครอบครัวเดวิสซึ่งทำธุรกิจเรื่องฝึกนกวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว พวกเขาพา Pollux เด็กฝึกหัดไล่นกพิราบซึ่งเป็นลูกของรูฟัสมาลองเริ่มงานด้วย

วิมเบิลดันในปีนี้ร้อนมากกว่าปกติ อิโมเจนเลยต้องเพิ่มการดูแลและจัดตารางเวลาของรูฟัสใหม่ โดยทุกช่วงกลางวันมันจะได้อาบน้ำหลังบินตรวจการตั้งแต่ตีห้าถึงเก้าโมงเช้าเรียบร้อย จากนั้นก็จบงานเมื่อประตูของวิมเบิลดันเปิดให้แฟนเทนนิสเข้าชม

รูฟัสคือมาตรการรักษาความเรียบร้อยที่เกิดจากไอเดียชั้นดี มันแก้ปัญหาได้ตรงจุด แถมยังกลายที่เรื่องราวที่น่าสนใจของศึกเทนนิสวิมเบิลดันไปอีกเรื่องหนึ่งด้วย และเพราะการมีมันอยู่ทำให้ศึกเทนนิสออล อิงแลนด์อย่างวิมเบิลดัน 2018 ผ่านไปด้วยความเรียบร้อยอีกปี

 

สถาบันเทนนิสที่เจ๋งที่สุดในโลก

การจะกลายเป็นนักเทนนิสที่เก่งและประสบความสำเร็จในวงการปัจจุบัน เหล่านักเทนนิสทั้งหลายที่โด่งดังในตอนนี้ส่วนใหญ่ถูกปูพิ้นฐานจากการเข้าคอร์สเรียนในอะคาเดมี่เทนนิสที่ใดที่หนึ่งบนโลก สถาบันเทนนิสเหล่านี้เองที่ได้สร้างนักกีฬาชั้นนำออกมาแข่งขันกัน พร้อมกันนั้นในทุกครั้งที่อดีตนักเรียนของพวกเขากลายเป็นนักเทนนิสมีชื่อ สถาบันก็ถูกยกย่องตามไปด้วย

ในบรรดาสถาบันหรืออะคาเดมี่เทนนิสทั้งหลายบนโลก IMG Bollettieri Tennis Academy น่าจะเป็นเบอร์ท็อปที่สุด เพราะมันเป็นแหล่งสร้างนักกีฬาชั้นนำรวมไปถึงมืออันดับท็อปของโลกมากมาย

นิค บอลเลตเตียรี่ โค้ชเทนนิสได้สานฝันของเขาด้วยการเปิดโรงเรียนสอนเทนนิสในปี 1978 ที่ฟลอริด้า หลังจากคิดค้นจนได้สิ่งที่เรียกว่าบอลเลตเตียรี่โปรแกรมซึ่งรวมทั้งเรื่องของเทคนิคสร้างนักกีฬาและการเรียนที่เข้มข้นเข้าด้วยกัน มันกลายเป็นแนวทางในการผลิตนักกีฬาเทนนิสที่มีบุคลิกยิ่งใหญ่หลาย ๆ คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือชายชื่อ อังเดร อากัสซี่ นิคก่อตั้งโรงเรียนในชื่อ Nick Bollettieri Tennis Academy ในเบื้องต้นก่อนที่ IMG จะเข้ามาขอร่วมลงทุนและพัฒนาเป็นอะคาเดมี่ที่หลากหลายขึ้นใน 10 ปีให้หลัง โดยในปีที่ IMG เข้ามาร่วมมือด้วยนั้น มีนักเรียนหรือไม่ก็นักกีฬาที่ผ่านจากการสอนของนิคเข้ารอบวิมเบิลดันได้ถึง 32 คนในคราวเดียวกัน

แนวคิดของบอลเลตเตียรี่ดูไกลห่างจากการเป็นนักธุรกิจมากนัก เมื่อเคยเผยใจว่าเจตจำนงค์ของเขานั้นเดิมทีมีเพียงการปั้นนักกีฬาให้ประสบความสำเร็จหรือเป็นแชมป์มากกว่าที่จะเป็นเรื่องเงินทอง บรรดารายชื่อผู้เล่นเบอร์ต้นของโลกที่ผ่านการเรียนรู้จากที่นี่ นอกจากอังเดร อากัสซี่ก็มีบอริส เบ็คเกอร์, โมนิก้า เซเลส, จิม คูเรียร์, ทอมมี่ ฮาสส์, มาเรีย ซาราโปว่าและสองพี่น้องเซเรน่ากับวีนัส วิลเลี่ยม นอกจากนี้ยังมีอีกจำนวนมากที่ติดอันดับ 50 คนแรกของโลก

อย่างสามนักเทนนิสหญิง มาเรีย ซาราโปว่ากับสองพี่น้องวิลเลี่ยม เซเรน่ากับวีนัสนั้น บอลเลตเตียรี่แทบจะเริ่มต้นจากขั้นตอนหัดจับไม้แร็กเก็ตด้วยซ้ำไป ซาราโปว่าอยู่กับนิคถึง 9 ปี เช่นเดียวกับสองพี่น้องที่มาตอน 9 กับ 10 ขวบก่อนจะเติบโตไปเป็นนักเล่นอาชีพ เขาอยู่และเห็นการเติบโตของเด็ก ๆ ทั้งสามรวมไปถึงเรื่องราวการฝึกฝนด้วย ทุกวันนี้ความสัมพันธ์ของพี่น้องวิลเลี่ยมกับนิคยังสวยงาม เมื่อทั้งคู่จะไปเก็บตัวที่อะคาเดมี่เก่าเสมอก่อนเข้าร่วมรายการแกรนด์ สแลม

ปัจจุบันอะคาเดมี่ของนิคในความร่วมมือกับ IMG นั้นกลายเป็นโรงเรียนสร้างนักกีฬา รวมไปถึงเป็นโรงเรียนปูพื้นฐานก่อนเข้าต่อมหาวิทยาลัยทั่วอเมริกาในหลายชนิดกีฬา แต่เขายังคงดูแลในส่วนของการสร้างนักเทนนิสอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่มันขนาดไปมากจนปัจจุบันมีฮาร์ด คอร์ท กลางแจ้ง 35 คอร์ท ในร่ม 5 คอร์ท แล้วก็มีคอร์ทหญ้ากับคอร์ทดินอีก 16 คอร์ท นับเป็นอะคาเดมี่ด้านเทนนิสที่ใหญ่อันดับแรก ๆ ของโลกแล้ว

นิคถูกจับเอาเรื่องราวของเขามาทำเป็นหนังสารคดีชื่อ Love Means Zero และมีตำราเกี่ยวกับการฝึกฝนเทนนิสที่รวบรวมทุกอย่าง ซึ่งภายหลังถูกเอามาทำเป็นดีวีดีจำหน่ายได้อย่างมากมาย เพราะผลงานของลูกศิษย์ที่การันตีการสอนของเขาด้วยตำแหน่งแชมป์รายการต่าง ๆ เพิ่มขึ้นในแต่ละปี

จากความตั้งใจเพียงแค่อย่างจะสร้างนักเทนนิสที่ก้าวไปถึงระดับบนสุด อะคาเดมี่ของนิค บอลเลตเตียรี่เป็นเหมือนผู้นำของโลกเทนนิส ผู้นำในการสร้างและวางสะพานเชื่อมวันนี้สู่ความสำเร็จที่อยู่ปลายทางของเหล่านักเทนนิสรุ่นเยาว์ ซึ่งตอนนี้บางคนอาจจะกำลังเรียนรู้วิธีการเล่นเทนนิสเบื้องต้นอยู่ก็เป็นได้

 

ตำนานลูกเทนนิส จากงานทำมือวันวานสู่ปีละ 325 ล้านลูก

ลูกเทนนิสถูกผลิตขึ้นครั้งแรก ๆ ตั้งแต่ช่วง 1870s เพื่อใช้เป็นเกมเล่นในวังของพวกผู้ดีและชาวสังคมชั้นสูง ซึ่งตั้งแต่เดิมการเล่นเทนนิสก็ไม่แตกต่างจากปัจจุบันที่มีเล่นทั้ง 2 คนและ 4 คน แต่สิ่งที่เป็นเรียล เทนนิส บอลคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุดในบรรดาองค์ประกอบของเทนนิสทั้งหมด

ในช่วงทศวรรษ 1850s ชาร์ลส์ กู๊ดเยียร์ นักประดิษฐ์ชาวเยอรมันได้ค้นพบกระบวนการหลอมเหลวน้ำยางจากอินเดียเป็นรูปกลมและอัดอากาศไว้ภายใน ตอนนั้นคงไม่มีใครคิดว่ามันจะกลายมาเป็นลูกเทนนิสเพราะมันเป็นเพียงลูกบอลยางกลมโล้น ๆ น้ำหนักเบาสีเทาหรือแดง ซึ่งต่อมาในปี 1870s วอลเตอร์ คล็อปตั้น วิงก์ฟิลด์กับเฮนรี่ เจมส์เป็นคนเอาเทคโนโลยีนี้เข้ามาอังกฤษ พวกเขาตั้งใจจะเอามาใช้สำหรับเล่นโครเก้ต์เท่านั้นเอง แต่มันก็ถูกเอามาตีเล่นสำหรับเทนนิสด้วย

ในเวลาต่อมาก็ได้จอห์น เมเยอร์ ฮีทโค้ตที่แนะนำว่าน่าจะหาอะไรห่อมันซักหน่อย อาจจะผ้าแฟลนเนล ซึ่งวิงก์ฟิลด์ก็รับเอาแนวคิดนี้และทำมันออกมาเป็นผลสำเร็จในปี 1882 โดยมันถูกผลิตขึ้นที่ Melton Mowbray

หลังผ่านการคิดค้นหาสารพัดของที่จะเอามาหุ้มยางที่เป็นแกนข้างในซึ่งบรรจุก๊าซเอาไว้ ในที่สุดรูปทรงพื้นฐานของลูกเทนนิสก็ถูกดีไซน์ออกมาในฟอร์มของใบโครฟเวอร์ 3 กลีบ จากนั้นใช้เครื่องมือประกอบมันขึ้นเป็นรูปทรงกลม ประสานรอยต่อด้วยน้ำยาเคมีและความร้อนกลายเป็นตะเข็บยาง พร้อมทั้งอัดอากาศไว้ข้างใน  และมันมีสีขาวทั้งลูก ทว่ามันจะเสียคุณสมบัติในการกระเด้งกระดอนทันทีที่มันมีรอยเปิดฉีก

ลูกเทนนิสมีการพัฒนามาเรื่อย ๆ มันถูกทำให้เริ่มมีสีสันด้วยการใช้ผ้าสีแดงและเหลืองในการห่อหุ้ม พร้อมกำหนดมาตรฐานสำหรับการเล่นโดยยึดเรื่องของความเร็วเป็นหลัก

หลังผ่านมาเกือบ 100 ปี สมาพันธ์เทนนิสโลกหรือ ITF ได้กำหนดสีและขนาดของลูกเทนนิสขึ้นมาในปี 1972 โดยระบุว่ามันจะต้องมีสีเหลืองสะท้อนแสงและเส้นรอยต่อยางสีขาว โดยเกิดจากการทำวิจัยว่ามันมองเห็นได้ชัดเวลาถ่ายทอดทางทีวี

ช่วงแห่งการพัฒนาของลูกเทนนิสได้ทำให้มันมีความหลากหลายขึ้น โดยแยกย่อยเป็น 2 ชนิดคือกลุ่มบอลไร้แรงดันซึ่งทนทานกว่ากับกลุ่มที่อัดอากาศไว้ซึ่งจะเล่นอีกไม่ได้ถ้ามีรอยฉีกหรือเปิดของลูกบอล พร้อมกันนี้ก็แยกไปตามชนิดสนามที่ใช้แข่งแยกเป็นสนามดิน หญ้าและคอนกรีตซึ่งทำให้พวกมันมีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งต่างกันไป

ว่ากันว่าหลังจากปี 2000 เป็นต้นมา ลูกเทนนิสจากกว่า 200 ยี่ห้อถูกผลิตออกมามากกว่าปีละ 325 ล้านลูก มีเศษน้ำยางมากกว่า 20,000 ตันถูกทิ้งในแต่ละปี ซึ่งมีการพิจารณาถึงเรื่องขยะเหลือทิ้งนี้อยู่บ้างแต่ก็ไม่สามารถหาทางออกได้ จนกระทั่งในปี 2015 มีบริษัท 3 แห่งได้ร่วมกันค้นหาวิธีรีไซเคิลเศษยางจากลูกเทนนิส โดยสามารถเอามันไปผสมเป็นเนื้อของการสร้างยางสังเคราะห์สำหรับทำพื้นผิวสนามแข่งขันเทนนิส

นับจากครั้งแรกที่เกมกีฬาเทนนิสถูกคิดค้นขึ้น ลูกเทนนิสก็พัฒนาตามมาเป็นลำดับ จากวัตถุทำจากยางหุ้มด้วยวัสดุอื่น ทำขึ้นด้วยมือคน มันกลายเป็นกระบวนการทางอุตสาหกรรมที่ผลิตโดยเครื่องจักรกล สร้างลูกบอลที่มีมาตรฐานปีละหลายร้อยล้านลูกเพื่อรองรับความต้องการในการแข่งขันซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงในทุกปี

 

นักเทนนิสหญิงคนดัง ใครยิ่งใหญ่กว่ากัน

วงการเทนนิส WTA มีนักกีฬาเทนนิสหญิงระดับสุดยอดหลายคน แต่ถ้าจะถูกยกมาเทียบกันมากที่สุดจะมีสามรายชื่อนี้เสมอ สเตฟี่ กราฟ, มาร์ติน่า นาฟราติโลว่าและเซเรน่า วิลเลี่ยม แต่ใครคือเบอร์ 1 ที่แท้จริง

เป็นข้อถกเถียงเสมอทุกครั้งที่มีการจัดอันดับว่าใครควรเป็นผู้หญิงที่เก่งที่สุดในวงการเทนนิสโลก แทบทุกครั้งที่มีการจัดอันดับไม่ว่าจะ 100 นักเทนนิสหญิงที่เก่งที่สุดหรือจะ 10 นักเทนนิสหญิงที่เก่งที่สุด มันจะตามมาด้วยข้อโต้แย้งและถกเถียงถึงหลักการในการเลือกเสมอไป

ล่าสุดสื่ออย่าง MSN ยกเซเรน่า วิลเลี่ยมขึ้นที่ 1 ตามด้วยสเตฟี่ กราฟและนาฟราติโลว่า ขณะที่เว็บรับผลโหวตเบอร์ต้นอย่าง Ranking.com ผู้คนต่างโหวตให้สเตฟี่ กราฟเหนือกว่าเซเรน่า โดยมีนาฟราติโลว่าตามมาในอันดับ 3

ผลงานการคว้าแชมป์ของทั้งหมดมักถูกเทียบด้วยการคว้าแชมป์แกรนด์ สแลม หากดูตามสถิติ สเตฟี่ กราฟได้แชมป์ที่ออสเตรเลีย 4 ครั้งจากการเข้าชิง 5 ครั้ง ที่เฟร้นช์ โอเฟ่นได้แชมป์ 6 ครั้งจากการชิง 9 ครั้ง เกมที่วิมเบิลดันคว้าแชมป์ 7 ครั้งจากการชิง 9 ครั้ง และยูเอส โอเพ่นที่เป็นแชมป์ 5 ครั้งจากการชิง 8 ครั้ง ที่สำคัญเธอใช้เวลาแค่ 2 ปีเท่านั้นคือในฤดูกาล 1987 กับ 1988 เพื่อเก็บแกรนด์ สแลมครบทั้งสี่แชมป์

เซเรน่า วิลเลี่ยม คว้าแชมป์ออสเตเลี่ยน โอเพ่น 7 จาก 8 ครั้งที่เข้าชิง ได้แชมป์เฟร้นช์ โอเพ่น 3 จาก 4 ครั้ง ชนะเลิศวิมเบิลดัน 7 ครั้งจาก 9 ครั้งที่ชิง ส่วนยูเอส โอเพ่นได้แชมป์ 6 ครั้งจาก 9 ครั้ง ใช้เวลา 5 ปีในการเก็บครบทั้ง 4 แกรนด์ สแลม แต่เป็นคนเดียวที่คว้าแชมป์ทุกรายการจากการเข้าชิงหนแรก

มาร์ติน่า นาฟราติโลว่า คว้าแชมป์แกรนด์ สแลมได้ก่อนใครตามยุคสมัยที่ลงเล่น เธอชนะที่วิมเบิลดันครั้งแรกในปี 1978 จากนั้นก็ได้มาอีก 8 ครั้ง รวมแล้วชนะวิมเบิลดันถึง 9 ครั้งจากการเข้าชิง 12 ครั้ง ที่ออสเตรเลียก็ชนะ 3 ครั้งจาก 6 ครั้ง แกรนด์ สแลมที่ฝรั่งเศสชนะเลิศ 2 ครั้งจาก 6 ครั้ง ส่วนที่ยูเอส โอเพ่นชนะ 4 ครั้งจาก 8 ครั้ง ใช้เวลารวมครบทั้ง 4 แกรนด์ สแลม 5 ปีเท่ากับเซเรน่า

สเตฟี่ กราฟคว้าแชมป์ 22 ครั้งจากการเข้าชิง 31 หน เซเรน่า วิลเลี่ยมชนะ 23 ครั้งจากการชิง 30 หน และนาฟราติโลว่าชนะ 18 ครั้งจากการเข้าชิง 32 ครั้ง

ถึงตรงนี้ก็ยังพูดยากว่าใครคือผู้เล่นที่สุดยอดที่สุดของฝ่ายหญิง นักข่าวกีฬาอย่างจอห์น เวิร์ธเธี่ยมแห่งสปอร์ อิลลัสเทรตยกเซเรน่าเป็นผู้เล่นอันดับหนึ่งหากจับมาเทียบกันตัวต่อตัวไว้ตั้งแต่ปี 2010 ด้วยเหตุผลว่าเซเรน่า วิลเลี่ยมยังอยู่ในการแข่งขันขณะที่อีกสองคนกลายเป็นตำนานแล้ว แม้ตอนนั้นเซเรน่าจะไม่ได้แชมป์มากเท่าสเตฟี่ กราฟหรือนาฟราติโลว่าก็ตาม เพราะช่วงนั้นเซเรน่าเพิ่งได้แชมป์รวมแค่ 11 รายการ เมื่อมาคิดว่าเธอเก็บมาอีก 12 รายการในช่วง 8 ปีหลังก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง

บรรดานักเทนนิสหญิงใน WTA รุ่นใหม่อาจจะก้าวเข้ามาเป็นระลอก แต่ความยิ่งใหญ่ที่ทั้งสามคนสร้างไว้อย่างไรก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากแต่ต้องมีสักคนที่ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของยุคสมัยได้ในสักวัน

 

Navigation