Category: นักกีฬาเทนนิส

ราชาคอร์ทดิน ราฟาเอล นาดาล

วงการเทนนิสปัจจุบันอาจจะหาคนที่เป็นราชาแห่งเทนนิสได้ยาก เพราะแต่ละคนต่างมีช่วงเวลาขึ้นและลง แต่ไม่ใช่กับคอร์ทดิน เมื่อความเป็นราชาของมันถูกสงวนไว้เพื่อราฟาเอล นาดาล

สนามเทนนิสที่อัดด้วยดินฝุ่นสีแดงตัดด้วยเส้นสนามสีขาวของศึกเทนนิสเฟร้นช์ โอเพ่น รายการแกรนด์ สแลมสำคัญ ครั้งหนึ่งเลยสร้างราชาที่ชื่อว่าบียอร์น บอร์ก ด้วยผลงานการคว้าแชมป์เฟร้นช์ โอเพ่นติดกันถึง 5 สมัยจากจำนวน 6 สมัยที่เขาครองแชมป์ในระหว่างปี 70s ถึง 80s

แค่ครองแชมป์และรักษาแชมป์ไว้ให้ได้ในแต่ละปีก็ยากแล้ว นั่นทำให้ใม่มีใครคิดหรอกว่าจะมีคนที่ก้าวข้ามความสำเร็จบนคอร์ทดินของบียอร์น บอร์กไปได้ จนกระทั่งกุสตาโว่ เคอร์เท่นคว้าแชมป์ได้สองสมัยติดต่อ ซึ่งเป็นสมัยที่สองและสามของเจ้าตัว ผู้คนก็เริ่มตั้งฉายาให้เขาว่าจะเป็นราชาคอร์ทดินคนใหม่ แต่เคอร์เท่นก็ทำได้แค่แชมป์บนคอร์ทดิน 5 สมัยเท่านั้น

ก่อนที่โลกจะได้ยินเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อราฟาเอล นาดาล มีนักเทนนิสที่เก่งมากบนคอร์ทดินชื่อกิลเยอร์โม่ คอเรีย ในการแข่งขันที่มอนติคาโร่ มาสเตอร์ปี 2005 คอเรียเข้าไปชิงชนะเลิศกับนาดาลที่เพิ่งทำลายสถิติชนะ 24 นัดรวดบนคอร์ทดินของอังเดร อากัสซี่ในรายการที่สเปนมาหมาด ๆ ปรากฏว่านาดาลปราบคอเรียได้แชมป์มาสเตอร์ครั้งแรก ผู้คนอาจจะคิดว่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญ แต่นาดาลตามไปคว่ำคอเรียในนัดชิงศึกโรม มาสเตอร์ซ้ำ โลกรู้แล้วว่าเขาคือผู้ท้าทายคอร์ทดินตัวจริง

วันเกิดปีที่ 19 ของนาดาล เขามีโปรแกรมลงแข่งขันในเฟร้นช์ โอเพ่น 2005 นาดาลพบคู่แข่งเบอร์หนึ่งของโลกที่ชื่อโรเจอร์ เฟดเดอเร่อร์ ในรอบรองชนะเลิศ ปรากฏว่านาดาลเล่นงานจนเฟดเดอเร่อร์รับมือไม่ได้ เขาผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับมาเรียโน่ ปูเอต้า ก่อนคว้าแชมป์แกรนด์ สแลมแรกจากการลงเล่นเฟร้นช์ โอเพ่นครั้งแรกทันที แต่ที่วิมเบิลดันซึ่งเป็นสนามหญ้า นาดาลร่วงรอบแรกทันที เขาไม่ใช่คนถนัดคอร์ทหญ้าแน่นอน

ในปี 2006 เขากลับมาคว้าแชมป์เฟร้นช์ โอเพ่นอีกครั้ง และในปี 2007 อีกครั้ง และในปี 2008 อีกครั้งซึ่งครั้งนี้เขาไม่เสียเซตแม้แต่เซตเดียว และเมื่อไปถึงศึกวิมเบิลดัน เขาก็คว้าแชมป์แกรนด์ สแลมสนามหญ้าได้เสียที ปี 2008 นี้นาดาลได้ 2 เมเจอร์กับเหรียญทองโอลิมปิกและขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลก สถิติบนคอร์ทดินของเขาคือไร้พ่าย

ในปี 2009 นาดาลแพ้เฟดเดอเร่อร์ครั้งแรกในเฟร้นช์ โอเพ่นรอบรองชนะเลิศ เสียโอกาสครองแชมป์ 5 ครั้งติดเท่ากับสถิติของบียอร์น บอร์ก แต่หลังจากที่กลับมาครองแชมป์เฟร้นช์ โอเพ่นในปี 2010-2014 ได้ 5 ปีติด คำว่าราชาคอร์ทดินก็เหมาะสมกับราฟาเอล นาดาลที่สุดแล้ว ไม่เพียงเท่านั้นเขายังสร้างสถิติส่วนตัวไม่แพ้ใครบนคอร์ทดินยาวนาน 81 เกมไว้ด้วย

ราฟาเอล นาดาลมีปัญหาบาดเจ็บรบกวนจนเขาไม่สามารถเข้าชิงเฟร้นช์ โอเพ่นในปี 2015 และ 2016 แต่หลังจากตัดสินใจลดโปรแกรมแข่งขันลง นาดาลก็กลับมาคว้าแชมป์แกรนด์ สแลมที่ฝรั่งเศสอีกครั้งในปี 2017 ต่อด้วยปี 2018 ที่เขาเอาชนะโดมินิค เธียม ดาวรุ่งฟอร์มแรงได้ ถือเป็นเฟร้นช์ โอเพ่นครั้งที่ 11 ในวัย 32 ปี

บนคอร์ทดินรายการสำคัญทั้งศึกแกรนด์ สแลม เฟร้นช์ โอเพ่นและสี่มาสเตอร์หลัก มอนติคาโล, บาร์เซโลน่า, โรมและมาดริด นาดาลกวาดแชมป์รวม 46 ครั้ง มากกว่าทุกคนที่เคยได้รับการเรียกขานเป็นราชา และตลอดช่วงยุคสมัยนี้คงไม่มีใครทำลายสถิตินี้ได้ลง

 

หลี่ นา หัวใจมีไว้สู้กับคำคนหาว่าฟลุ๊ค

การที่นาน ๆ ทีจะมีนักเทนนิสจากฝั่งเอเชียประสบความสำเร็จได้ผ่านเข้ารอบลึก ๆ ในเวที ATP Tour หรือ WTA Tour สักคนแค่นั้นก็กลายเป็นข่าวใหญ่ข่าวโตได้แล้ว แต่หลี่ นา ทำสิ่งที่ยากยิ่งกว่าด้วยการคว้าแชมป์แกรนด์ สแลมมาครอบครอง มันเป็นความสำเร็จที่มาพร้อมความเจ็บปวดใจอย่างไม่น่าเป็นไปได้

ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1982 หลี่ นา ถือกำเนิดที่วูฮั่น มณฑลเหอเป่ย ในประเทศจีน พ่อกับแม่ของหลี่ นาเป็นนักกีฬาแบดมินตันทั้งคู่ ทำให้ทีแรกเธอเลือกเล่นแบดมินตันตามพ่อกับแม่ ก่อนจะเปลี่ยนไปเล่นเทนนิสตามคำสั่งของโค้ชในตอนอายุ 8 ขวบ ซึ่งการเรียนเทนนิสอย่างเข้มงวดในช่วงเด็กนี้เองที่กลายเป็นทั้งส่วนดีและส่วนเสียในชีวิต เธอกลายเป็นนักเทนนิสที่มีฝีมือและมีอนาคตแต่ขาดความมั่นใจในตัวเองอย่างที่สุด

หลังได้โอกาสไปฝึกที่อเมริกานาน 10 เดือน ด้วยการสนับสนุนของบริษัทรองเท้ากีฬายักษ์ใหญ่อย่างไนกี้ หลี่ นากลับเมืองจีนและเริ่มต้นเทิร์นโปรในปี 1999 ด้วยวัยแค่ 16 ปี มีเรื่องน่าเห็นใจในช่วงที่เธออายุ 14 และลงทำการแข่งขัน แม่ของเธอปิดข่าวการเสียชีวิตของพ่ออยู่หลายสัปดาห์เพียงเพราะไม่อยากให้มันกระทบเกมที่เธอกำลังจะแข่ง

หลี่ นาเผชิญสารพัดข่าวลือในตอนที่เธอประกาศถอนตัวจากทีมชาติจีนในปี 2002 เพื่อเริ่มต้นเรียนด้านสื่อสารมวลชนที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาลตร์และเทคโนโลยีหัวซ่ง ข่าวที่เกิดขึ้นมีทั้งเธอเรื่องความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมทีมชาติจีนที่ชื่อเจียง เฉิน (สามีในเวลาต่อมา) เรื่องที่รับการฝึกของโค้ชทีมชาติที่เข้มงวดมากไปไม่ได้ และก็ยังมีเรื่องที่ว่าเธออยากได้โค้ชส่วนตัว และในส่วนที่นิวยอร์คไทม์นำเสนอว่าเธอถอนตัวเพราะไม่อยากรับยาเพิ่มฮอร์โมน ผ่านไปสองปี หลี่ นาก็กลับมาสู่ทีมชาติอีกครั้ง เธอแต่งงานกับเจียง เฉินและต่อสู้อย่างหนักเพื่อมีอิสระจากกฏของสมาคมเทนนิสจีน ทั้งเรื่องการว่าจ้างโค้ชและเรื่องเงินรางวัลที่เคยต้องแบ่งให้สมาคมถึง 65% ก่อนจะเหลือแค่ 8% หลังสู้ชนะ

หลังกลับมาเล่นเทนนิสในปี 2004 ด้วยการไม่มีอันดับใด ๆ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเธอคว้าแชมป์รายการ ITF มาได้ไม่น้อย อันดับของเธอค่อย ๆ ขยับหลังจากทำผลงานชนะติดต่อกัน 26 เกม คว้าแชมป์ WTA Tour รายการแรกให้ตัวเองและทำให้เธอขยับอันดับเหลือต่ำกว่า 100 ได้เป็นครั้งแรก การเล่นของเธอมันดีขึ้นเรื่อย ๆ ในปี 2005 เธอทำอันดับได้ที่ 56 จากนั้นหลี่ นา ก็พัฒนาตัวเองขึ้นมาจนเข้าสู่ปี 2010 เธอก็เข้ามาถึง 10 อันดับแรกได้

ฤดูกาล 2011 หลี่ นา สร้างเซอร์ไพรส์ลงเล่นเฟร้นช์ โอเพ่นในฐานะมือวางอันดับ 6 แต่สามารถคว้าแชมป์มาครองได้ เป็นนักเทนนิสเอเชียคนแรกที่ชนะประเภทเดี่ยวในแกรนด์ สแลม อันดับโลกของเธอขึ้นไปอยู่อันดับ 4 ทว่าในรายการวิมเบิลดันและยูเอส โอเพ่นเธอตกรอบอย่างรวดเร็ว

ในปี 2012 หลี่ นาไปไกลสุดแค่รอบ 4 ในรายการออสเตรเลี่ยน โอเพ่นกับเฟร้นช์ โอเพ่น ขณะที่ตกรอบ 2 และ 3 ในอีกสองรายการ คำครหาเริ่มหน้าหูมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเธอเป็นแค่นักเทนนิสหญิงที่ฟลุ๊คได้แชมป์แกรนด์ สแลม มันกลายเป็นความฝังใจที่ทำให้เธอพยายามเป็นแชมป์แกรนด์ สแลมอีกครั้ง แต่มันไม่สำเร็จ เพราะเธอเข้าถึงรอบไฟนอลในปี 2013 ได้แค่รายการออสเตรเลี่ยน โอเพ่น ซึ่งก็ได้แค่รองแชมป์

ฤดูกาล 2014 หลี่ นา รู้ตัวว่าอายุ 31 ปีและมีอาการบาดเจ็บหัวเข่ารบกวน มันยากที่จะทำสิ่งที่ต้องการทำให้สำเร็จ เธอเตรียมตัวเองเพื่อแข่งออสเตรเลี่ยน โอเพ่นเพียงอย่างเดียว ก่อนเข้ารอบชิงสำเร็จและคว้าแชมป์มาครอง หลังจากนั้นก็ปล่อยผลงานทิ้งในเฟร้นช์ โอเพ่นและทำได้ดีพอสมควรในวิมเบิลดัน ที่รายการยูเอส โอเพ่น อาการเจ็บหัวเข่าของหลี่ นา ทำให้เธอต้องถอนตัว และเตรียมตัวรอให้จบฤดูกาลนั้นเพื่อประกาศเลิกเล่นเนื่องจากไม่สามารถสู้กับอาการเจ็บหัวเข่าต่อไปได้อีก

จากนักเทนนิสหญิงที่เผชิญกับเรื่องราวมากมาย หลี่ นาได้พิสูจน์ว่าสิ่งที่คนอื่นมองว่าเป็นความฟลุ๊คนั่นไม่จริงเลย เธอเดินลงจากเวทีอย่าสง่างามด้วยอันดับ 6 ของโลก รวมไปถึงการเคยขึ้นไปเป็นอันดับ 2 ของโลก จุดที่ไม่เคยมีนักเทนนิสเอเชียคนไหนทำได้มาก่อน

 

อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ หนุ่มน้อยผู้จะท้าทายแกรนด์สแลม

แกรนด์สแลม ศึกเทนนิสรายการใหญ่สุดทั้ง 4 ของวงการเทนนิสโลกที่นักเทนนิสทุกคนอยากได้แชมป์มาประดับเป็นเกียรติประวัติทั้งนั้น แต่มันไม่ง่ายเพราะแกรนด์สแลมคือเวทีรวมเสือสิงห์กระทิงแรดชั้นแนวหน้าของวงการเท่านั้น และหนึ่งในนั้นต้องมี “อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ” ดาวรุ่งเยอรมันเชื้อสายรัสเซียสร้างปรากฏการณ์ฤดูกาล 2018 ที่น่าประทับใจ

ตอนอายุแค่ 14 ปีซเวเรฟผ่านควอลิฟายด์ลงเล่นรายการ ATP 2011 ถึง 3 รายการแต่ก็แพ้ไปทั้งหมด พอปีต่อมาเขาเน้นเกมระดับจูเนียร์อีกครั้ง และได้เข้าถึงนัดชิงชนะเลิศครั้งแรกในชีวิตในปลายปี 2012 สองปีต่อมาหลังคว้าแชมป์ชายเดี่ยวรุ่นเยาวชนในศึกออสเตรเลี่ยนโอเพ่น และคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เขาจะโฟกัสเกมระดับอาชีพเสียที แต่ว่าตลอด 5 อีเว้นท์แรกของปี 2014 ซเวเรฟร่วงไม่เป็นท่า ไม่สามารถผ่านควอลิฟายด์เข้ารอบเมนดรอว์รายการใดใดได้เลย แถมกว่าจะตั้งหลักได้ก็ปาเข้าไปอีเว้นท์ที่ 10 ของปีแล้ว ซึ่งเขาคว้าแชมป์บรุนชวิก ชาลเลนจ์ด้วยการปราบผู้เล่นมืออันดับสูงกว่า 100 ได้สามคนรวด

ซเวเรฟมีกราฟการเล่นพุ่งขึ้นหลังจากได้แชมป์แรกในชีวิต เขาเอาชนะการแข่งขันในรายการ ATP ที่ยังไม่เคยชนะได้ซักเกม แถมยังทะลุเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศอินเตอร์เนชั่นแนล เยอรมัน โอเพ่น 2014 ด้วย ซเวเรฟเก็บชัยชนะครั้งแรกในระดับอาชีพด้วยการเอาชนะโรบิ้น ฮาสส์ ตามด้วยคว่ำมือ 16 มิคาอิล ยูซนี่ และไปแพ้ให้กับเดวิด เฟร์เร มืออันดับ 7 อันดับโลกของซเวเรฟขยับจากที่ 665 มาเป็น 285 หลังจบการแข่งที่เยอรมัน และขยับเป็นที่ 136 ตอนจัดอันดับใหม่ช่วงสิ้นปี

ปี 2015 ซเวเรฟคว้าแชมป์ไฮบรอนน์ เน็คการ์คัพ ทำให้อันดับโลกขยับถึง 100 คนแรกได้สำเร็จ แม้จะมีช่วงร่วงจาก 100 คนแรกไปบ้าง แต่ปลายปีเขาก็กลับมาอยู่ที่อันดับ 83 จากการเข้ารอบแกรนด์ สแลม ศึกยูเอส โอเพ่นได้สำเร็จ และในฤดูกาล 2016 อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟก็เริ่มฉายแววเป็นตัวปัญหาในอนาคตของบรรดามือระดับสูง ถึงเขาจะแพ้แอนดี้ เมอเร่ย์ มือ 2 ของโลกขาดรอยในออสเตรเลี่ยน โอเพ่น แต่ก็มาชนะมาริน ซิลิค มืออันดับ 13 ในศึกที่ฝรั่งเศส คว่ำมืออันดับต่ำกว่า 30 ของโลกไปสองคนในรายการอินเดียน เวลล์ มาสเตอร์แถมเกือบคว่ำราฟาเอล นาดาลได้ด้วยถ้าไม่พลาดโฟรแฮนด์สำคัญในจังหวะตัวเองเป็นฝ่ายเสิร์ฟ หลังบ่นเรื่องการตีพลาดง่ายๆ ในเกมสำคัญอย่างการเจอนาดาล เขาก็แก้ไขและเข้าถึงนัดชิงชายเดี่ยวของรายการเอทีพีได้เป็นครั้งแรกที่นีซ แม้จะได้เพียงรองแชมป์ก็ตาม

เกมคอร์ทหญ้าที่ฮัลเล่ โอเพ่น รายการนี้โรเจอร์ เฟดเดอเร่อร์แชมป์เก่าสามสมัยผ่านเข้ามาถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ เขาได้เจอกับนักแข่งหนุ่มน้อยคนนี้ครั้งแรก และโลกต้องช็อคเมื่อเขาพ่ายให้กับเด็กหน้าอ่อนแบบพลิกความคาดหมาย โรเจอร์พลาดโอกาสเข้าชิงรายการที่ 11 ติดต่อกัน แต่ซเวเรฟก็ไปได้ไกลสุดแต่มีชื่อเข้าชิงไม่ใช่แชมป์

ในที่สุดซเวเรฟก็คว้าแชมป์ ATP รายการแรกมาครองได้ด้วยการเอาชนะสตานิสลาฟ วารินก้า มืออันดับ 3 ในศึกที่เซ้นต์ ปีเตอร์เบิร์ก เขาจบอันดับโลกที่ 20 ในตอนปลายปี

ฤดูกาล 2017 กับผลงานดีวันดีคืน ซเวเรฟคว้าแชมป์รายการมาสเตอร์ได้สองครั้งด้วยการคว่ำโนวัค โจโควิชที่โรมและปราบโรเจอร์ เฟดเดอเร่อร์อีกหนที่แคนาดา เขาได้รับเลือกเข้าแข่งขันในรายการ ATP Final ครั้งแรกหลังยึดมืออันดับ 8 ของโลกได้ ถึงตรงนี้แม้จะไม่เข้ารอบต่อไป แต่ก็ดีพอจะขยับอันดับโลกขึ้นมาสูงสุดด้วยการเป็นมือ 3

ในปีที่ผ่านมาซเวเรฟทำได้แค่เกือบในรายการแกรนด์สแลมสนามดินที่ฝรั่งเศส และตกรอบ 3 ในรายการที่เหลือ แต่ก็ยังคว้าแชมป์มาสเตอร์ โอเพ่นได้อีก 3 รายการรวมถึงการคว่ำราฟาเอล นาดาลได้เป็นครั้งแรกด้วย ทุกอย่างของปีมาจบที่รายการ ATP Final ซึ่งซเวเรฟล้างแค้นโนวิค โจโควิชที่ปราบเขาในรอบแรกด้วยชัยชนะในนัดชิง ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่คว้าแชมป์รายการนี้และเป็นการเอาชนะมือ 1 ของโลกคนปัจจุบัน

ด้วยการก้าวกระโดดขึ้นมาของเด็กหนุ่มวัย 21 ปี เขาปราบบรรดารุ่นพี่ที่ครองอันดับโลกสูง ๆ คนแล้วคนเล่า ประสบความสำเร็จในรายการต่าง ๆ ด้วยคุณภาพการเล่นไม่ใช่ผู้สำเร็จแบบพลุไฟ ซึ่งก็สมควรแล้วที่ใครต่อใครจะมองว่าปีหน้าคือช่วงเวลาที่อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟจะเขย่าศึกแกรนด์สแลมเสียที

 

หนังสือการ์ตูนที่จุดประกายความฝันสำหรับผู้ที่อยากเป็นนักกีฬาเทนนิส

สมัยวัยเด็กสิ่งที่หลายคนมักถูกถามอยู่เสมอคงหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า “โตขึ้นแล้วอยากเป็นอะไร” ซึ่งในตอนเด็กทุกคนมักจะตอบกันในไม่กี่อาชีพที่รู้จัก โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นอาชีพที่รับรู้จากการเริ่มต้นเรียนรู้ชื่ออาชีพตามโรงเรียนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คุณครู ตำรวจ ทหาร หรือคุณหมอ ทั้งหมดมักเป็นคำตอบอันดับหนึ่งของทุกคนในสมัยเด็ก หลังจากนั้นพอเริ่มเติบโตขึ้น ทุกสิ่งแวดล้อมรอบตัวรวมถึงการเรียนรู้ได้เปลี่ยนแปลงไปตามการเติบโตของชีวิต ทำให้สิ่งที่อยากเป็นในวัยเด็กอาจจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลาที่มากขึ้นไปจนถึงการที่ได้อยากจะทำอาชีพนั้นอย่างแท้จริง

สิ่งแวดล้อมมากมายที่เข้ามาแทรกซึมสอนสั่งระหว่างการดำเนินชีวิตมีด้วยกันหลายรูปแบบ ทั้งจากการเรียนหนังสือ จากทางโทรทัศน์ รวมไปถึงจากทางหนังสือการ์ตูนอีกด้วย และสำหรับในกีฬาเทนนิสนั้นสิ่งที่จุดประกายให้ผู้คนต้องการก้าวไปเป็นนักกีฬาอาชีพนอกจากจะได้สัมผัสจากทางการเรียนรู้ และจากทางโทรทัศน์แล้ว หนังสือการ์ตูนยังเป็นอีกเส้นทางของประกายความฝัน ที่จะผลักดันให้กีฬาเทนนิสได้มีผู้สืบสานกีฬาชนิดนี้มากขึ้นต่อไปในอนาคต

โดยหนังสือการ์ตูนเกี่ยวกับกีฬาเทนนิสที่เป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบันนั้น เป็นหนังสือการ์ตูนที่วาดและผลิตขึ้นจากนักวาดการ์ตูนของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมดถึง 10 เรื่อง ได้แก่  Aim for the Ace!, Love ผู้ชายหัวใจสีชมพู, สู้เพื่อฝันพลังแห่งรัก, GUTs เทนนิสจิ๋วจอมลุย, Stay Gold, Happy!, Softenni, Baby Steps  และ Prince of tennis ที่ซึ่งเป็นหนังสือการ์ตูนกีฬาเทนนิสอันเป็นที่นิยมที่สุดกว่าทุกเรื่อง จนทำให้มีการผลิตภาคที่สองออกมาอย่างต่อเนื่องในชื่อว่า New prince of tennis อีกทั้งเรื่องราวในหนังสือการ์ตูนที่เขียนนั้นเป็นเรื่องราวที่มีการดำเนินเรื่องคล้ายคลึงกับเรื่องราวของนักเทนนิสชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า เค นิชิโคริ มือวางอันดับ 24 ของโลกและเป็นอันดับ 1 ของเอเชียที่สามารถเอาชนะมือ 1 ของโลกอย่างโนวัค โยโควิคได้ถึง 2 ครั้งพร้อมทั้งยังได้เอาชนะ โรเจอร์ เฟเดอร์เรอร์ ไอดอลของตัวเองในการแข่งขันรายการมาดริดโอเพ่นที่สเปนได้อีกด้วย

หลังจากนั้นสื่อต่าง ๆ ในประเทศญี่ปุ่นได้ตั้งชื่อให้กับ เค นิชิโคริ ว่า Prince of tennis เหมือนกับหนังสือการ์ตูนยอดนิยม ดังนั้นการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านทางหนังสือการ์ตูนจึงเป็นอีกหนทางหนึ่งของการจุดประกายความฝันด้วยอรรถรสของลายเส้นอันทรงพลัง ให้ทั้งเด็กและทุกคนได้มีความฝันที่อยากจะเป็นนักกีฬาเทนนิสมืออาชีพให้ได้ก้าวต่อไปในอนาคต เพื่อรักษาและพัฒนาวงการกีฬานี้ให้แข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิมตราบนานเท่านาน

 

นักกีฬาเทนนิสอาชีพที่หูไม่ได้ยินคนแรกและคนเดียวของโลก

วิธีการเล่นกีฬาเทนนิสนั้นเป็นการเล่นกีฬาที่ต้องใช้ผู้เล่นตั้งแต่สองคนขึ้นไปจนถึงสี่คนในการเล่นกีฬาชนิดนี้  โดยจะต้องใชอุปกรณ์ในการตีลูกเทนนิสที่เรียกว่า แร็กเก็ต ทำการตีโต้ตอบกันไปมาให้ลูกเทนนิสลงไปยังฝั่งแดนฝ่ายตรงข้าม และหากฝั่งใดฝั่งหนึ่งไม่สามารถรับลูกเทนนิส ที่ถูกตีจากฝั่งตรงข้ามโต้ตอบกลับไปได้ จะเท่ากับว่าพ่ายแพ้ในการตีโต้ตอบครั้งนั้น ซึ่งจะตีโต้ตอบกันไปจนกว่าจะแพ้ชนะตามกฎของกีฬาเทนนิส

โดยทักษะที่ใช้ในการแข่งขัน หรือเล่นกีฬาเทนนิสต้องใช้ความแข็งแกร่งของร่างกาย สายตา และสมองเท่านั้น ส่วนหูที่ไว้ใช้สำหรับได้ยินเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถทำให้เพิ่มทักษะในการคาดคะเนความเร็วของเสียงสะท้อนของการตีลูกได้ แต่ถ้าหากหูที่ได้ยินใช้การไม่ได้ ก็ไม่ได้ทำให้ความสามารถในการเล่นหรือการแข่งขันกีฬาเทนนิสหมดไป ซึ่งได้มีการพิสูจน์วิถีทางการเล่นโดยที่หูไม่ได้ยินแล้วว่าเป็นไปได้ จากนักเทนนิสสุดพิเศษ ลี ดัค ฮี นักเทนนิสอาชีพชาวเกาหลีใต้ผู้ซึ่งหูไม่ได้ยินมาโดยกำเนิดคนแรก และคนเดียวของโลกใบนี้

ลี ดัค ฮี นักเทนนิสชายจากดินแดนโสมขาว ประเทศเกาหลีใต้ เป็นนักเทนนิสที่มีความพิการทางหูมาตั้งแต่กำเนิด โดยได้เริ่มฝึกทักษะเทนนิสตั้งแต่อายุ 17 ปี จากบิดาผู้กลายมาเป็นโค้ชส่วนตัว ซึ่งครอบครัวของ ลี ดัค ฮี ได้ฝึกสอนให้ฝึกการพูดภาษาเกาหลีโดนอ่านจากริมฝีปากแบบไม่ใช้ภาษามือในการพูดคุย ทำให้การฝึกกีฬาเทนนิสของ ลี ดัค ฮี เป็นเรื่องที่สามารถเป็นไปได้อย่างไม่ยากเย็น สำหรับในการฝึกซ้อมต่อมาในอนาคตหลังจากที่ได้ฝึกกับบิดาจนสำเร็จนั้น โค้ชเกาหลีที่เป็นผู้ฝึกสอนได้ใช้วิธีการเขียนบนกระดาษ และการพิมพ์บนโทรศัพท์มือถือในการฝึกซ้อมเพิ่มเติม แต่ปัญหาในการเล่นและแข่งขันกีฬาเทนนิสที่ต้องเผชิญในทุกครั้งนั้น คือการไม่สามารถสื่อสารกับผู้ตัดสินและผู้กำกับเส้นได้ในตลอดทั้งเกมส์ เพราะไม่สามารถอ่านริมฝีปากของผู้ตัดสินพร้อมกับการใช้สมาธิแข่งกีฬาไปพร้อมกันได้ จึงทำให้จังหวะในการเล่นที่ต่อเนื่องต้องขาดตอนและเสียท่าฝ่ายตรงข้ามในเกือบทุกครั้งของการแข่งขัน

ในอดีตมีคนเคยพูดกับ ลี ดัค ฮี ว่าไม่สามารถที่จะกลายเป็นนักกีฬาเทนนิสที่เก่งได้เพราะหูหนวก ทำให้เกิดความท้อแท้ขึ้นอย่างมากในจิตใจ และเกือบที่จะตัดสินใจเลิกเดินบนเส้นทางนี้ แต่ด้วยพลังใจที่ต้องการเอาชนะคำสบประมาทเหล่านั้น จึงทำให้ได้เพิ่มการฝึกฝนอย่างหนักและมุ่งหน้าสู่จุดหมายของวงการเทนนิสอย่างไม่ลดละ จนกระทั่งสามารถพิชิตแชมป์ระดับเยาวชนได้หลายรายการ และได้เข้าแข่งขันรายการ ATP TOUR ได้สำเร็จในเวลาต่อมา พร้อมทั้งได้กลายเป็นนักเทนนิสคนเดียวและคนแรกในโลกที่ได้แชมป์ในกีฬาเทนนิส

 

นักเทนนิสมือวางอันดับหนึ่งที่มีอายุมากที่สุดในโลก

อายุเปรียบเสมือนเครื่องเตือนเวลาของชีวิต ว่ากำลังอยู่ในช่วงจังหวะไหนของการใช้ร่างกายให้เกิดประโยชน์และปลอดภัยมากที่สุด ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ทุกคนคิดเสมอว่าเมื่อเวลาที่มีอายุมากขึ้น ร่างกายภายในส่วนต่าง ๆ จะถดถอยลงตามกาลเวลาในตัวเลขของอายุที่นับมากขึ้นไป แต่ในความเป็นจริงแล้วอายุที่มากขึ้น ร่างกายอาจจะไม่ได้ถดถอยเสมอไป อีกทั้งอาจจะแข็งแรงมากขึ้นด้วย ถ้าหากรู้จักวิธีสร้างศักยภาพของร่างกายให้พัฒนาขึ้นไปตามอายุ เหมือนกับ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ที่เป็นนักเทนนิสมือวางอันดับ 1 ของโลก ในช่วงต้นปี 2018 ซึ่งมีอายุมากถึง 36 ปี

นักเทนนิสผู้ซึ่งมากพรสวรรค์จากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ในความเป็นจริงแล้วก่อนที่จะหันมาเริ่มเล่นเทนนิสนั้น เฟเดอเรอร์ได้มีความฝันว่าจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพมาก่อน และด้วยความสามารถในการเล่นฟุตบอลทำให้มีโอกาสที่จะได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพจริง ๆ อีกด้วย แต่ในท้ายที่สุดได้ตัดสินใจเลือกเดินในเส้นทางของเทนนิสจนมีชื่อเสียงมาจวบจนปัจจุบัน  น

โดยในรายการที่ทำให้เฟเดอเรอร์โด่งดังและเป็นที่รู้จักชองคนทั่วโลก คือรายการศึกวิมเบิลดัน ที่สามารถคว่ำ พีทแซมพราส แชมป์รายการวิมเบิลดัน 7 สมัย มาได้ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ทำให้อันดับโลกพุ่งขึ้นมาอยู่อันดับที่ 13 หลังจากการแข่งขันนั้น ซึ่งต่อมาได้ขยับมาอยู่มือวางอันดับที่ 6 จากการเข้าชิงชนะเลิศในรายการเอทีพี มาสเตอร์ ซีรี่ย์ ได้เป็นครั้งแรก โดยการได้ประชันกับอังเดร อากัสซี่ ยอดนักเทนนิสจากประเทศสหรัฐ และได้เป็นเพียงแค่รองแชมป์ในรายการนั้น จนกระทั่งในปี 2003 ความสามารถที่แอบแฝงมานานได้ออกมาโลดแล่นแพรวพราวอย่างไร้ขีดจำกัด ด้วยการพิชิตชัยชนะได้ถึง 8 รายการ และ หนึ่งในนั้นรายการนั้นคือ วิมเบิลดัน สุดยอดรายการเทนนิสแกรนด์แสลม อีกทั้งยังได้คว้าแชมป์ มาสเตอร์ คัพ ด้วยการถอนแค้น อังเดร อากัสซี่ ได้ในรอบชิงชนะเลิศ จนทำให้ขยับอันดับขึ้นมาเป็นมืออันดับ 2 ของโลก และเวลาที่รอคอยก็มาถึง ในปี 2004 เฟเดอร์เรอร์ ได้ก้าวข้ามความสามารถแบบไร้ขีดจำกัดขึ้นไปอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยการคว้าชัยชนะแกรนด์ แสลม ได้ถึง 4 รายการ พร้อมทั้งกลายเป็นมือวางอันดับ 1 ของโลก ที่ไม่แพ้ให้กับนักเทนนิสในอันดับ 1-10 เลยซักราย

ปัจจุบันในปี 2018 โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ มีอายุมากถึง 36 ปี และยังเป็นมือวางอันดับ 1 ของกีฬาเทนนิสด้วยแต้มสะสม 9785 แต้ม แซง ราฟาเอล นาดาล ที่มีแต้มสะสม 9760 แต้ม ทำให้ เฟเดอเรอร์ กลายเป็นนักกีฬาเทนนิสที่มีอายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของกีฬาเทนนิส ที่ได้เป็นมือวางอันดับ 1 แทนที่ อังเดร อากัสซี่ ที่เคยอายุสูงที่สุด 33 ปี ในปี 2003 ดังนั้นการมีอายุที่มากขึ้นไม่ได้หมายความว่า ทักษะ ศักยภาพหรือพละกำลังจะไม่สามารถแข็งแกร่งเหมือนวัยหนุ่มได้ หากแต่มีกระบวนการฝึก และเตรียมพร้อมที่ดีก็จะสามารถทำให้ทุกอย่างยังคงแข็งแกร่งได้เฉกเช่นดังเดิม

 

การจัดอันดับโลกนักเทนนิสเปรียบเสมือนแสงแห่งความหวังของนักกีฬาเทนนิสทุกคน

การแข่งขันกีฬาเทนนิสเป็นกีฬาอีกชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับทุกเพศทุกวัยในการรับชมและเฝ้าติดตาม อีกทั้งยังเป็นกีฬาที่ทุกคนยังนำไปฝึกเล่นกันอย่างกว้างขวางด้วยความสนุกสนาน จนกลายเป็นกีฬาที่สามารถเห็นได้ทั่วไปตามสถานที่ออกกำลังกายที่มีคอร์ทสนามเทนนิสตั้งอยู่ และนอกจากนี้กีฬาเทนนิสยังเป็นกีฬาที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กที่เฝ้าติดตามรับชมอยู่ทั่วทุกมุมโลก อยากก้าวขึ้นมาเป็นนักกีฬาเทนนิสอาชีพให้ได้ในสักวันหนึ่ง

สำหรับในกีฬาเทนนิสนั้น มียอดฝีมือผู้มีทักษะชำนาญการมากมายในระดับมืออาชีพอยู่ในหลายประเทศ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องคัดสรรความเก่งกาจเป็นลำดับชั้นให้สามารถแยกแยะความสามารถในระดับมืออาชีพ ว่าใครอยู่ในระดับใหนของอาชีพกีฬาเทนนิส เพราะว่าลำดับขั้นที่ได้จัดเป็นอันดับนั้น จะทำให้กีฬาเทนนิสมีการพัฒนามากขึ้นต่อไปในอนาคตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อีกทั้งยังเป็นความหวังของนักเทนนิสอาชีพหน้าใหม่ หรือนักเทนนิสมือสมัครเล่นให้ได้มีโอกาสพัฒนาฝีมือของตัวเองให้ก้าวไปในลำดับขั้นต่าง ๆ จนก้าวข้ามไปสู่ยังจุดสูงสุดของคำว่านักกีฬาเทนนิสมืออาชีพให้ได้

สำหรับนักเทนนิสชาย 10 อันดับแรกของโลกที่ถูกจัดตั้งในปี 2018 นี้ได้แก่ อันดับที่ 1 ราฟาเอล นาดาล นักเทนนิสชายจากประเทศสเปน อันดับที่ 2 โรเจอร์ เฟดเดอเรอร์ นักเทนนิสชายจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และอันดับที่ 3 มาริน ซิลิซ จากประเทศโครเอเชีย ทั้ง 3 คนเป็นนักเทนนิสมืออาชีพที่มีทั้งฝีมือและชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องของความเก่งกาจในกีฬาเทนนิส ส่วนอันดับที่ 4 ได้แก่  อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ นักเทนนิสจากประเทศเยอรมนี อันดับที่ 5 กริกอร์ ดิมิตรอฟ จากบัลแกเรีย อันดับที่ 6 ฮวน มาร์ติน เดล ปอโตร จากอาร์เจนตินา อันดับที่ 7 โดมินิค เธียม จากออสเตรีย อันดับที่ 8 เควิน แอนเดอร์สัน จากแอฟริกาใต้ อันดับที่ 9 จอห์น อิสเนอร์ จากสหรัฐ อันดับที่ 10 ดาวิด กอฟแฟง จากเบลเยียม ซึ่งอดีตนักเทนนิสมือวางอันดับ 1 ของโลกในครั้งที่แล้วอย่าง “โนเล” โนวัค ยอโควิช จากประเทศเซอร์เบีย ถูกลดลงไปอยู่อันดับที่ 13 ของโลก

ชีวิตมีขึ้นมีลงตามจังหวะที่เราใช้ในชีวิต เฉกเช่นเดียวกับอันดับของนักกีฬาเทนนิสที่มีขึ้นและลงเช่นกัน โดยการทำดีก็เหมือนกับการฝึกซ้อมที่ดี ที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างคงที่หรือก้าวขึ้นไป ซึ่งในบางครั้งการทำดีหรือการฝึกซ้อมที่ดีอาจจะทำให้ชีวิตและอันดับไม่ได้ดีขึ้นไป แต่ก็จะทำให้จิตใจและฝีมือถูกพัฒนาขึ้นไปทดแทน ดังนั้นการจัดอันดับของกีฬาเทนนิสที่ได้ถูกตั้งขึ้นเปรียบเสมือนแสงสว่าง และแสงแห่งความหวังที่จะนำพาความใฝ่ฝันของผู้ที่อยากเป็นนักกีฬาเทนนิสทั่วโลกก้าวเป็นบันไดขึ้นไปสู่จุดหมายสูงสุดของนักเทนนิสได้ในเวลาที่มาถึง

 

Navigation